
ลด GP แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ 6 เดือน กูรูจี้ขยาย 1 ปี-วางกติกาถาวร
สมาคมอีคอมเมิร์ซ ชงขยายเวลาลด GP เป็น 1 ปี เปิดเจรจารัฐ-แพลตฟอร์ม-ผู้ค้า ด้าน “ภาวุธ” จี้แก้อำนาจต่อรองไม่สมดุล เร่งกฎหมายวางกติกาถาวร ห่วงหมดมาตรการต้นทุนกลับพุ่ง
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ลดค่าธรรมเนียม (GP) ให้ผู้ค้ารายย่อยเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนในระยะสั้น
- ผู้เชี่ยวชาญและสมาคมผู้ประกอบการฯ เสนอให้ขยายระยะเวลาช่วยเหลือจาก 6 เดือนเป็น 1 ปี เพื่อให้ผู้ค้ามีเวลาเพียงพอในการวางแผนต้นทุนและบริหารสต็อกสินค้า
- มีการเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งวางกติกาถาวรที่ชัดเจนและเป็นธรรมในการปรับค่าธรรมเนียม พร้อมผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว
ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” กรณีกระทรวงพาณิชย์บรรลุความร่วมมือกับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ให้ปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือ Mandatory Fees สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าเกณฑ์ เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรวม 1,930 ล้านบาท ว่า มาตรการลดค่าธรรมเนียมการขายสินค้า หรือค่า GP ช่วยบรรเทาภาระผู้ประกอบการได้ในระยะสั้น แต่จำเป็นต้องมีแนวทางรองรับหลังสิ้นสุดมาตรการ เพื่อให้ผู้ขายวางแผนต้นทุนและดำเนินธุรกิจต่อได้อย่างต่อเนื่อง
ชงขยายลด GP เป็น 1 ปี ให้ผู้ค้าวางแผนต้นทุน
ดร.อุดมธิปก ให้เหตุผลว่า ผู้ประกอบการบางรายต้องสั่งซื้อสินค้าและเตรียมสต็อกล่วงหน้า 3-6 เดือน หากมีการปรับค่าธรรมเนียมโดยให้เวลาเตรียมตัวจำกัด ย่อมกระทบต้นทุนและอัตรากำไรของสินค้าที่ลงทุนไปแล้ว การขยายระยะเวลาช่วยเหลือจึงควรดำเนินควบคู่กับการกำหนดเงื่อนไขในระยะถัดไปให้ชัดเจน โดยผู้ขายจำเป็นต้องทราบล่วงหน้าว่า หลังสิ้นสุดมาตรการจะมีแนวทางปรับค่าธรรมเนียมอย่างไร เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า บริหารสต็อก และคำนวณต้นทุน โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้เวลาเตรียมการหลายเดือนก่อนนำออกจำหน่าย
สำหรับเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ค้าบุคคลธรรมดาที่มียอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และนิติบุคคลที่มียอดขายไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี สมาคมฯ เห็นด้วยกับการมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย แต่เกณฑ์สำหรับนิติบุคคลยังค่อนข้างต่ำ โดยที่ผ่านมาเคยเสนอให้พิจารณาเพดานรายได้ที่ 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมผู้ประกอบการได้มากขึ้น
ลด GP ต้องควบคู่พัฒนาผู้ขาย
ทั้งนี้ในระหว่างดำเนินมาตรการลดค่าธรรมเนียม ภาครัฐควรเร่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยแยกแนวทางส่งเสริมตามลักษณะธุรกิจระหว่างผู้ผลิตสินค้าเองกับผู้ขายแบบซื้อมาขายไป เพราะมีข้อจำกัดและโอกาสในการเพิ่มรายได้แตกต่างกัน
กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเอง เช่น ผู้ประกอบการชุมชนและสินค้าโอท็อป ควรได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและการขยายยอดขาย เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง
ส่วนกลุ่มซื้อมาขายไปมีข้อจำกัดด้านอัตรากำไรอยู่แล้ว จึงต้องพัฒนาให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งการสร้างแบรนด์ของตนเอง การดูแลฐานลูกค้าให้เกิดการซื้อซ้ำหรือซื้อสินค้าเพิ่มเติม ตลอดจนการพัฒนาช่องทางขายของตนเองควบคู่กับการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม
ในมุมของสมาคมฯ หากไม่ยกระดับผู้ประกอบการให้มีอัตรากำไรเพิ่มขึ้น การลดค่าธรรมเนียมเพียงชั่วคราวก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะผู้ค้ารายเล็กที่จำหน่ายสินค้าทั่วไปและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
เปิดเจรจา 3 ฝ่าย วางกติกาเป็นธรรม
รัฐต้องดูแลให้การปรับค่าธรรมเนียมเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ขายมีเวลาเตรียมตัวอย่างเหมาะสม โดยตั้งข้อสังเกตถึงการปรับค่าธรรมเนียมหลายครั้งในหนึ่งปี โดยให้ผู้ขายมีเวลาเตรียมตัวเพียง 30 วัน ส่งผลกระทบต่อการบริหารต้นทุนและการวางแผนธุรกิจ จึงควรมีกระบวนการหารือที่เปิดให้ตัวแทนผู้ขายมีส่วนร่วม โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ขายกับแพลตฟอร์ม ข้อเสนอสำคัญของสมาคมฯ คือการกำหนดกติกาที่ช่วยให้ทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจร่วมกันได้ พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็กให้มีสินค้า แบรนด์ และฐานลูกค้าของตนเอง เพื่อรองรับการแข่งขันหลังมาตรการช่วยเหลือสิ้นสุดลง
“ภาวุธ” หนุนลด GP จี้แก้โครงสร้าง
ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถดิจิทัลประเทศไทย กล่าวว่าสนับสนุนมาตรการลดค่าธรรมเนียมดังกล่าว แต่เสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างอำนาจต่อรองให้ผู้ค้าไทยอย่างยั่งยืน
นายภาวุธชื่นชมคุณศุภจี กระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่เจรจากับทั้ง 3 แพลตฟอร์มให้ลดค่า GP หลังผู้ประกอบการ SME เผชิญการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมมาแล้ว 3 รอบในปีเดียว จนกระทบต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตามมองว่ามาตรการนี้เป็นการปรับลดค่าธรรมเนียมกลับไปอยู่ในระดับต้นปี 2569 เพียงชั่วคราว และยังไม่มีหลักประกันว่าหลังสิ้นสุดมาตรการ ค่าธรรมเนียมจะไม่กลับมาสูงขึ้นอีก ผู้ประกอบการจึงยังเผชิญความไม่แน่นอนในการวางแผนต้นทุนระยะยาว “ต้องยอมรับว่า นี่เป็นเพียงยาแก้ปวดระยะสั้น ไม่ใช่การรักษาปัญหาเชิงโครงสร้าง”
ห่วง SME นอกเกณฑ์ไม่ได้รับความช่วยเหลือ
นายภาวุธ ตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการจำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้ค้าบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่นอกเกณฑ์อย่างไร
โดยเฉพาะ SME ขนาดกลางที่มีการจ้างงานและได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าธรรมเนียม แต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการนี้ ทั้งที่เป็นอีกกลุ่มที่เผชิญปัญหาต้นทุนเช่นเดียวกัน โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวจึงครอบคลุมถึงการวางแนวทางดูแลผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับสิทธิ เพื่อให้รัฐบาลมีคำตอบต่อกลุ่มธุรกิจที่ยังต้องแบกรับต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มต่อไป
ชี้ปัญหาใหญ่คืออำนาจต่อรองไม่สมดุล
ปัญหาของผู้ค้าออนไลน์ไม่ได้มีเพียงค่า GP แต่ยังรวมถึงค่าโฆษณา ค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมอื่น ขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติไม่กี่รายสามารถกำหนดค่าธรรมเนียม กติกา และอัลกอริทึม ซึ่งมีผลต่อการเข้าถึงลูกค้าและการมองเห็นสินค้าของร้านค้า
ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองจึงเป็นปัญหาสำคัญ เพราะหากผู้ค้ายังไม่มีทางเลือกในการจำหน่ายสินค้า ก็ต้องพึ่งพาเงื่อนไขที่เจ้าของแพลตฟอร์มกำหนด รัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการขอความร่วมมือลดค่าธรรมเนียมเป็นครั้งคราว แต่ต้องสร้างกติกาที่เพิ่มทางเลือกและอำนาจต่อรองให้ผู้ประกอบการ
เสนอ 4 เรื่องเร่งด่วน วางกติกาถาวร
นายภาวุธ เสนอให้รัฐบาลใช้ช่วงเวลา 6 เดือนของมาตรการลดค่าธรรมเนียม ดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. เปิดเผยต้นทุนรวมให้โปร่งใส โดยแสดงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ร้านค้าต้องจ่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้ว่า เมื่อขายสินค้า 100 บาท จะเหลือเงินเข้ากระเป๋าจริงเท่าใด และสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนต้นทุนและราคาขายได้อย่างชัดเจน
2. กำหนดกติกาการเปลี่ยนค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการค้าอย่างเป็นธรรม ต้องแจ้งล่วงหน้า พร้อมมีกลไกอุทธรณ์เมื่อผู้ค้าได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนกติกาหรือการจัดอันดับสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการมีช่องทางขอทบทวนการดำเนินการที่กระทบต่อธุรกิจ
3. ให้ผู้ค้านำข้อมูลร้านค้าและประวัติการขายที่มีสิทธิใช้ไปต่อยอดกับช่องทางอื่นได้ รวมถึงยกเลิกการปิดข้อมูลลูกค้าของร้านค้า เพื่อลดการผูกติดกับแพลตฟอร์มเดียว เพิ่มทางเลือกในการทำธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาช่องทางขายของตนเอง
4. เร่งผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและสร้างทางเลือกให้ SME ไทย โดยรัฐควรวางโครงสร้างพื้นฐานกลางแบบเปิด เชื่อมโยงร้านค้า แพลตฟอร์ม ระบบชำระเงิน และขนส่ง คล้ายกับที่พร้อมเพย์เป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินให้ทุกฝ่ายใช้งานร่วมกัน ตามข้อเสนอของนายภาวุธ แนวทางนี้มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลาง ไม่ใช่การสร้างแอปพลิเคชันขายสินค้าแข่งขันกับเอกชน
จี้ส่งกฎหมายเข้าสภา ห่วงใช้เวลาอีก 1-2 ปี
นายภาวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นายกรัฐมนตรีสั่งการไว้ตั้งแต่ปี 2568 ยังไม่เข้าสภา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พร้อมเสนอให้กฎหมายครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียม การจัดอันดับร้านค้า และการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าของร้านค้า รวมทั้งยืนยันว่าจะสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตามประเมินว่า กระบวนการออกกฎหมายอาจใช้เวลาอีก 1-2 ปี จึงกังวลว่าจะไม่ทันก่อนมาตรการลดค่าธรรมเนียมสิ้นสุดลง รัฐบาลจึงต้องเร่งดำเนินการทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและการวางกติการะยะยาวควบคู่กัน
นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลติดตามและผลักดัน OCN หรือ Open Commerce Network โดยให้ข้อมูลว่า เป็นแพลตฟอร์มรวมสินค้าไทยที่กระจายศูนย์ออกไปหลายช่องทาง และปัจจุบันอยู่ที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดและจำหน่ายสินค้า







