thansettakij
thansettakij
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มติครม.

มติครม. เลื่อนเก็บเงินสะสม–เงินสมทบ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ถึง 1 ม.ค. 70

14 ต.ค. 69 | 07:13 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 07:24 น.

มติครม. รับทราบหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับ เลื่อนจัดเก็บเงินสะสม–เงินสมทบจาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 ช่วยน้ำท่วม พร้อมปรับกรอบเวลานำส่งเงินและหลักเกณฑ์การสงเคราะห์ให้สอดคล้องกัน

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรีมีมติเลื่อนการเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากเดิม 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570
  • การเลื่อนกำหนดมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและสถานการณ์อุทกภัย
  • มีการปรับแก้ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ เพื่อให้กำหนดเวลาการจัดเก็บ อัตราเงินสมทบ และหลักเกณฑ์การสงเคราะห์สอดคล้องกับวันเริ่มใหม่
  • ในช่วงแรก (1 ม.ค. 70 - 31 ธ.ค. 74) จะจัดเก็บในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระมากเกินไป

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักการร่างกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้เลื่อนการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ออกไปอีก 3 เดือน เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 

ทั้งนี้เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ซึ่งบางแห่งต้องหยุดหรือลดการดำเนินกิจการ ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนมีรายได้ลดลงหรือขาดรายได้จากการหยุดงาน

นอกจากผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และกำลังซื้อของประชาชนที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง 

การเลื่อนจัดเก็บจึงเป็นการเปิดเวลาให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ตั้งหลักและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระบบการจัดเก็บเงินตามกฎหมาย โดยยังคงเป้าหมายการสร้างหลักประกันให้แรงงานในระยะยาว

สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรทราบ ดังนี้

1. เลื่อนเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570
ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... กำหนดให้เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บออกไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีเวลาฟื้นฟูการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมด้านการเงินก่อนเริ่มจัดเก็บ

2. ปรับกรอบเวลานำส่งเงิน โดยคงอัตราเดิมในช่วงแรก

ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ปรับช่วงเวลาการบังคับใช้อัตราเงินนำส่งให้สอดคล้องกับกำหนดเริ่มจัดเก็บใหม่ โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574 ลูกจ้างและนายจ้างนำส่งเงินในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป

การกำหนดอัตราในช่วงแรกที่ร้อยละ 0.25 มีเป้าหมายเพื่อทยอยเริ่มระบบการจัดเก็บ ไม่ให้ภาระของนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มขึ้นมากเกินไปในคราวเดียว โดยยังคงหลักการให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนตามที่กฎหมายกำหนด

3. ปรับวันเริ่มใช้หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ให้ตรงกับกำหนดจัดเก็บใหม่

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวันใช้บังคับของกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2567 ให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้หลักเกณฑ์การจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างสอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุน และไม่เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีเป้าหมายสร้างหลักประกันให้ลูกจ้าง โดยเงินสะสม เงินสมทบ เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง การเลื่อนจัดเก็บครั้งนี้จึงเป็นการปรับจังหวะการดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานในปัจจุบัน ไม่ใช่การยกเลิกเป้าหมายในการจัดตั้งกองทุน

ทั้งนี้ การมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการรับทราบหลักการร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป