
“ปราโมทย์” ยืนกรานช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ ดันจ่ายตรงก้อนเดียวจบ ไม่เอาสูตรซับซ้อน
“ปราโมทย์" นายกสมาคมชาวนาฯ เปิดเบื้องหลังการเจรจามาตรการช่วยชาวนาปีการผลิต 2569/70 ยืนยันจุดยืนขอเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน ไม่ต้องรอสูตรชดเชยส่วนต่างราคาข้าวที่มีขั้นตอนซับซ้อน พร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรการอื่นเป็นลำดับถัดไป
KEY
POINTS
- นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาฯ ยืนยันจุดยืนผลักดันมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวในอัตราไร่ละ 1,000 บาท
- กำหนดเพดานการช่วยเหลือไว้ที่ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อให้เงินกระจายถึงเกษตรกรรายย่อยอย่างทั่วถึง
- ต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นก้อนเดียวโดยตรงเข้าบัญชีเกษตรกร และไม่สนับสนุนแนวทางการชดเชยส่วนต่างราคาที่ซับซ้อน
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2569/70 ว่า การพิจารณามาตรการช่วยเหลือมี 2 แนวทาง ได้แก่ การสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตในอัตราไร่ละ 1,000 บาท และการชดเชยราคาข้าวร้อยละ 50 ของส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาเกณฑ์ประกัน โดยทั้งสองแนวทางกำหนดวงเงินช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่
สำหรับแนวทางแรก คือ โครงการสนับสนุนและเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2569/70 กำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดครัวเรือนละ 10,000 บาท มีกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 4.69 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 39 ล้านไร่ วงเงิน 37,188.60 ล้านบาท
ส่วนแนวทางที่ 2 คือ โครงการส่งเสริมเสถียรภาพด้านราคาข้าว โดยชดเชยร้อยละ 50 ของส่วนต่าง หากราคาจำหน่ายในตลาดต่ำกว่าเกณฑ์ราคาประกัน ครอบคลุมข้าว 5 กลุ่ม ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเจ้า ข้าวปทุมธานี และข้าวเหนียว ใช้ราคาเกณฑ์กลางเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วัน โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมการค้าภายในและสมาคมโรงสี ใช้งบ 18,605.80 ล้านบาท
ยันจุดยืนขอเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท
นายปราโมทย์กล่าวว่า จุดยืนของสมาคมฯ คือ ต้องการให้รัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานพื้นที่เป็น 20-30 ไร่ เพราะต้องการให้การช่วยเหลือกระจายไปถึงเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง ผมยืนยันชัดเจน ถ้าจะช่วยเหลือต้องให้เลยตรง
ในฐานะนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการปกป้องสิทธิและเรียกร้องความช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าการผลักดันมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เป็นจุดยืนหลักของสมาคมฯ ในการเจรจาครั้งนี้
สำหรับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ที่อาจมีเพิ่มเติมในอนาคต ถือเป็นขั้นตอนต่อไปที่ต้องพิจารณาแยกกัน แต่ในส่วนของการช่วยเหลือโดยตรง สมาคมฯ ต้องการให้เกษตรกรได้รับเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างชัดเจน ไม่ซับซ้อน และมุ่งให้เกิดประโยชน์กับชาวนาให้มากที่สุด อย่างไรก็ดีก็หวังว่าในที่ประชุม นบข. จะเร่งรัดให้มีการประชุมโดยเร็วที่สุด
อนึ่ง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยกำหนดทางเลือกไว้ 2 แนวทาง ได้แก่ โครงการสนับสนุนและเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และโครงการส่งเสริมการยกระดับการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน
แนวทางแรก จ่ายตรงไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่
โครงการสนับสนุนและเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2569/70 กำหนดช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน ผู้มีสิทธิต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2569/70 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีเกษตรกรเป้าหมายประมาณ 4.69 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 39 ล้านไร่
สำหรับการจ่ายเงิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรตามหลักเกณฑ์โครงการ โดยเอกสารระบุวงเงินงบประมาณ 38,256.96 ล้านบาท สำหรับงบกลาง และ 39,436.18 ล้านบาท สำหรับงบมาตรา 28 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568
แนวทางที่ 2 ชดเชยส่วนต่างราคาข้าว 50%
อีกทางเลือกคือโครงการส่งเสริมการยกระดับการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน ปีการผลิต 2569/70 โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าราคาประกันอ้างอิงตามชนิดข้าว ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปีกับกรมส่งเสริมการเกษตร และแจ้งชนิดข้าว พื้นที่เพาะปลูก รวมถึงวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวให้ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาจ่ายเงิน
เอกสารกำหนดราคาประกันอ้างอิงไว้ 5 ชนิด
- ข้าวหอมมะลิ 16,000 บาทต่อตัน
- ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 14,500 บาทต่อตัน
- ข้าวเจ้า 9,000 บาทต่อตัน
- ข้าวปทุมธานี 11,000 บาทต่อตัน
- ข้าวเหนียว 12,000 บาทต่อตัน
ส่วนราคากลางจะคำนวณจากราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันทำการ จาก 3 แหล่ง ได้แก่ ราคาข้าวเปลือกของกรมการค้าภายใน ราคาข้าวเปลือกของสมาคมโรงสี และราคาข้าวสารเฉลี่ยของผู้ประกอบการค้าข้าวและสมาคมโรงสี โดยกำหนดชดเชยร้อยละ 50 ของส่วนต่างราคา
การจ่ายเงินจะดำเนินการผ่าน ธ.ก.ส. โดยโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง หลังประกาศราคากลางแล้ว สำหรับวงเงินโครงการตามเอกสาร แบ่งเป็นกรณีใช้งบมาตรา 28 จำนวน 37,188.60 ล้านบาท หากชดเชยร้อยละ 100 และ 18,605.80 ล้านบาท หากชดเชยร้อยละ 50







