
แนะธุรกิจไทยรับเศรษฐกิจตัว K มุ่ง AI–ความเชื่อใจ ฝ่ากติกาโลกใหม่
“จิรายุส–ปิยะชาติ” ชี้ธุรกิจไทยเผชิญเศรษฐกิจตัว K แนะรักษาฐานรายได้เดิม ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ สร้างแบรนด์และความเชื่อใจ รับการแข่งขันโลก
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเป็นรูปตัว K ธุรกิจไทยต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจเดิม ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
- กติกาการค้าโลกเปลี่ยนไปเน้น "ความสามารถในการรับมือความเสี่ยง" (Trade Resilience) ทำให้ "ความเชื่อใจ" และความน่าเชื่อถือของคู่ค้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ไทยสามารถใช้สร้างความได้เปรียบ
- ธุรกิจและแรงงานไทยต้องเร่งเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “ธุรกิจไทยบนโลกใบใหม่ The Next Chapter of Thai Business” ว่า เศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีลักษณะเป็นรูปตัว K Shape โดยธุรกิจบนขาขึ้นและขาลงต้องเผชิญสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
อุตสาหกรรมใหม่ ทั้ง AI หุ่นยนต์ การพิมพ์สามมิติ และบล็อกเชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจขาขึ้น ส่วนธุรกิจในเศรษฐกิจเดิมเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงไม่ควรรอให้สถานการณ์กลับไปเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเดิมที่ยังสร้างรายได้ควรเดินหน้าต่อ พร้อมนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ และจัดสรรทรัพยากรไปสร้างโอกาสใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ในอุตสาหกรรมเดิมเพียงด้านเดียว
ความเชื่อใจเปลี่ยนเกมการค้า
นายจิรายุส มองว่า การค้าโลกกำลังขยับจากการเน้นประสิทธิภาพ หรือ Trade Efficiency ไปสู่ความสามารถในการรับมือความเสี่ยง หรือ Trade Resilience ผู้ซื้อจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพและราคา แต่ให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของคู่ค้า และความสามารถในการส่งมอบอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความขัดแย้งด้วย
ประเทศและบริษัทต่าง ๆ มีแนวโน้มกระจายแหล่งจัดซื้อ เพื่อลดการพึ่งพาคู่ค้าเพียงไม่กี่ราย แม้ต้องแลกกับต้นทุนหรือประสิทธิภาพบางส่วน การปรับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวจึงเปิดช่องให้ไทยเข้าไปเป็นทางเลือกของคู่ค้าในหลายประเทศ
ไทยอาจแข่งขันกับจีนด้านราคาได้ยาก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบจากความเชื่อใจและความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย โดยความน่าเชื่อถือต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับบุคคล บริษัท ไปจนถึงประเทศ ผ่านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความสม่ำเสมอของนโยบาย และเสถียรภาพทางการเมือง
ขณะเดียวกัน ไทยควรขยายความร่วมมือทางการค้าและใช้ประโยชน์จากอาเซียน เพื่อเข้าถึงตลาดและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
เลือกสนามจากฐานที่ไทยมี
การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องเริ่มจากการประเมินจุดแข็งและข้อจำกัดของประเทศ การประกาศเป็นศูนย์กลางดิจิทัล ฟินเทค หรือการเงิน จำเป็นต้องพิจารณาความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างประชากร และระบบนิเวศธุรกิจ เทียบกับประเทศที่พัฒนามาก่อน
ไทยเผชิญข้อจำกัดจากสังคมสูงวัย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก การเลือกสนามแข่งขันจึงควรมุ่งไปยังอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานแข็งแรง เช่น การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ สุขภาพและเวลเนส ธุรกิจเกี่ยวกับการมีอายุยืน หรือ Longevity รวมถึงอาหารและการต่อยอดบทบาทครัวของโลก
โจทย์สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าให้ฐานธุรกิจเหล่านี้ ตลอดจนยกระดับภาคการผลิตจากการส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้สูงขึ้น เพื่อให้มูลค่าส่วนเพิ่มเกิดขึ้นในประเทศ
สำหรับตลาดส่งออก เขามองว่าจีนเป็นโอกาสจากการให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศ และความต้องการสินค้าคุณภาพที่มีเอกลักษณ์ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพัฒนาสินค้าควบคู่กับการสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน
ใช้ AI ให้เกิดผลในงานจริง
นายจิรายุส กล่าวว่า AI เป็นการเปลี่ยนผ่านของแพลตฟอร์มในระดับเดียวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับทุกอาชีพและทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจและแรงงานจึงต้องเริ่มเรียนรู้จากการทดลองใช้กับงานจริง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขยายความสามารถในการทำงาน
แม้อุตสาหกรรม AI ตั้งแต่ชิป ระบบประมวลผล คลาวด์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน ต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ภาคเอกชนไทยยังมีโอกาสในด้านการประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะของธุรกิจและสร้างมูลค่าให้ลูกค้า
ทักษะที่องค์กรต้องเร่งพัฒนาจึงเป็นความสามารถในการเปลี่ยนศักยภาพของเทคโนโลยีให้เป็นผลลัพธ์ ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องปรับการผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
การดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในธุรกิจดิจิทัล หรือ Digital FDI ต้องดำเนินควบคู่กับการดึงบุคลากรทักษะสูง โดยปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนและกฎเกณฑ์ให้เหมาะกับกิจการรูปแบบใหม่ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันและถ่ายทอดความรู้สู่คนไทย
เศรษฐกิจใหม่กดดันรายได้แรงงาน
อีกประเด็นที่ต้องเตรียมรับมือคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ นายจิรายุสมองว่า AI และระบบอัตโนมัติจะกดดันรายได้จากแรงงาน ขณะที่ผลตอบแทนจากการถือครองทุนมีบทบาทมากขึ้น เมื่อโรงงานสามารถผลิตและสร้างรายได้โดยใช้คนน้อยลง ผลประโยชน์จึงมีแนวโน้มไหลไปยังเจ้าของทุนและผู้ถือครองเทคโนโลยี
เขาเสนอให้ภาครัฐพิจารณากลไกภาษีที่เกี่ยวข้องกับระบบอัตโนมัติ เพื่อนำผลประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่กลับมาดูแลผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงศึกษาการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อสร้างรายได้จากการลงทุนระยะยาว
ส่วนตลาดทุนไทยควรพิจารณาเชื่อมต่อกับแหล่งรวมบริษัทนวัตกรรมและสภาพคล่อง เช่น Nasdaq และฮ่องกง เพื่อเปิดโอกาสเข้าถึงการเติบโตของธุรกิจใหม่ในระดับโลก
ลดต้นทุนเก่ง อาจยังแข่งขันไม่ได้
ด้านนายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BRANDi Institute of Systematic Transformation หรือ BiOST กล่าวว่า ธุรกิจไทยต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และผลิตให้มากขึ้น อาจไม่เพียงพอต่อการแข่งขันระยะยาว
AI ทำให้ผู้คนเข้าถึงเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถทางปัญญาได้กว้างขึ้น ความได้เปรียบจึงขึ้นอยู่กับวิธีคิด การตั้งคำถาม และความแม่นยำในการเข้าใจบริบท มากกว่าความเร็วในการสร้างผลงานเพียงอย่างเดียว
นอกจากกรอบ 3Ps ได้แก่ Profit ผลกำไร People ผู้คน และ Planet สิ่งแวดล้อม ธุรกิจยังต้องรับมือ P ตัวที่ 4 คือ Peace หรือความสงบสุข ซึ่งเชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และส่งผลต่อกติกาการดำเนินธุรกิจ
องค์กรจึงต้องทบทวนทิศทางก่อนปรับกระบวนการ เขาเปรียบเทียบกับการขับรถลงใต้เพื่อไปเชียงใหม่ แม้ขับได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ก็ยิ่งห่างจากเป้าหมาย ส่วนข้อจำกัดของประเทศไทยอยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ให้เกิดผล ทั้งการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและศักยภาพของภาคเอกชน
สร้างแบรนด์ เชื่อมชุมชนผู้ใช้
นายปิยะชาติ ยกกรณี Kodak และ Fujifilm เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการยึดติดกับธุรกิจเดิม และโอกาสจากการนำความเชี่ยวชาญไปต่อยอดในตลาดใหม่ โดยแบรนด์ไทยควรมองตลาดโลกตั้งแต่เริ่มต้น เน้นธุรกิจที่สร้างมูลค่าสูง และเลือกแผนที่จำเป็นมาลงมือให้สำเร็จภายใต้ทรัพยากรที่มี
ธุรกิจต้องขยับจากการแข่งขันด้วยสินค้าไปสู่การสร้างชุมชนผู้ใช้ ผ่านความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ และระบบนิเวศที่ทำให้ลูกค้าเห็นคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริการและประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์
ในระดับประเทศ การสร้างตลาดให้สินค้ามูลค่าเพิ่มต้องเดินคู่กับการยกระดับรายได้และกำลังซื้อของประชาชน เพราะการอุดหนุนเพื่อพยุงราคาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความต้องการซื้อที่เข้มแข็งได้ หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น
ภาครัฐจึงควรมีบทบาทผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการสนับสนุน SMEs และยกระดับทรัพยากรของแต่ละจังหวัดให้เชื่อมต่อกับตลาด ส่วนภาคเอกชนต้องลงทุนพัฒนาขีดความสามารถ เพื่อสร้างโอกาสและรายได้ในท้องถิ่น ให้การเติบโตกระจายออกจากกรุงเทพฯ มากขึ้น







