
'สถาบันอัญมณีฯ' ชูไทยฮับพลอยโลก รับมือ RJC-ภาษีสหรัฐฯ
GIT ประเมินส่งออกอัญมณีไทยปีนี้ลุ้นโต 10% หลังไม่รวมทองคำขยายตัวเกือบ 10% ชูจุดแข็งไทย “ฮับพลอยโลก” ด้านเจียระไน-ปรับปรุงคุณภาพ พร้อมเร่งรับมือมาตรฐาน RJC และความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่กดดันต้นทุนและการแข่งขัน
KEY
POINTS
- GIT คาดการณ์ว่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมาย 10% โดยตลาดมีแนวโน้มต้องการสินค้าที่ราคาเข้าถึงง่ายมากขึ้น
- ชูจุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพพลอยของโลก ทำให้พลอยดิบจากทั่วโลกถูกส่งมาแปรรูปที่ไทยก่อนส่งออก
- ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านภาษีการค้ากับสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยการยกระดับมาตรฐานสากลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 10% ขณะที่ มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเมื่อรวมทองคำขยายตัวประมาณ 20.02% แต่การส่งออกไม่รวมทองคำมีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าส่งออกส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อในหลายประเทศปรับตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าทรัพย์สิน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเริ่มปรับโครงสร้างสินค้าเพื่อควบคุมต้นทุนและให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด
สำหรับแนวโน้มตลาดในปีหน้าคาดว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อจิวเวลรี่ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาด Mass Market ที่เริ่มหันมาใช้ Stainless Steel เพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดพลอยมีแนวโน้มเติบโตในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อนและพลอยชนิดใหม่ที่มีราคาสามารถเข้าถึงได้มากกว่า เช่น Tourmaline, Peridot และ Turquoise ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้
นายสุเมธ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของไทยยังอยู่ที่การเป็นฮับของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอย แม้ไทยจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลอยดิบทั้งหมด แต่พลอยจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกจำนวนมากยังถูกนำเข้ามาผ่านกระบวนการเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพในไทย ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ
“ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะฮับ ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำคอลเลกชัน รวมถึงเข้ามาหาพลอยและวัตถุดิบต่างๆ” นายสุเมธ กล่าว
ทั้งนี้ หากไทยสามารถรักษาความสามารถด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอยไว้ได้ จะเป็นฐานสำคัญในการขยายตัวของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มพลอยเนื้อแข็ง หรือ Precious Stones ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกเข้ามาจัดหาวัตถุดิบ
ขณะที่อินเดียกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลอยเช่นกัน โดยมีจุดแข็งในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อน หรือ Semi-precious Stones ทำให้การแข่งขันในตลาดโลกมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ดังนั้นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งรับมือ คือการยกระดับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน Responsible Jewellery Council (RJC) ซึ่งครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต สภาพแวดล้อม การจัดหาวัตถุดิบ และการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา
นายสุเมธ ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs และรายย่อย การเข้าสู่มาตรฐาน RJC จึงอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในโรงงาน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม กระบวนการผลิต และการจัดหา โดยGIT อยู่ระหว่างหารือแนวทางให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานในระดับที่ได้รับการยอมรับสามารถอยู่ในซัพพลายเชนต่อไปได้ พร้อมเสนอให้มีระยะเวลาปรับตัวประมาณ 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถทยอยลงทุนและยกระดับมาตรฐานได้
สำหรับความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐฯ นายสุเมธ กล่าวว่า หากอัตราภาษีที่ไทยได้รับไม่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มจิวเวลรี่และสินค้าซิลเวอร์ในตลาดราคาจับต้องได้ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนสูง
อย่างไรก็ตาม หากอัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง การแข่งขันจะกลับมาวัดกันที่คุณภาพและ Finishing ของสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย และเป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับประมาณ 125,000 ราย ขณะที่หากนับรวมแรงงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเจียระไน การขัด การผลิต ช่างชุบ ช่างเชื่อม ช่างแว็กซ์ ไปจนถึงค้าปลีก มีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมาณ 800,000-900,000 คน
นายสุเมธ กล่าวว่า การรักษาความเป็นฮับของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาจุดแข็งด้านฝีมือ การเจียระไน และการปรับปรุงคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสากลและลดช่องว่างด้านต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







