thansettakij
thansettakij
"พูนพงษ์" ว่าที่ปลัดพาณิชย์ มั่นใจแต่งตั้งโยกย้ายล่าสุด ข้าราชการไม่เสียขวัญ

"พูนพงษ์" ว่าที่ปลัดพาณิชย์ มั่นใจแต่งตั้งโยกย้ายล่าสุด ข้าราชการไม่เสียขวัญ

15 ก.ย. 69 | 08:32 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ย. 69 | 08:43 น.

“พูนพงษ์” ว่าที่ปลัดพาณิชย์แจงเบื้องหลังโยกย้ายผู้บริหารพาณิชย์ ย้ำพิจารณาความเหมาะสมและประโยชน์กระทรวง ชี้ตำแหน่งระดับ 10 สิทธิประโยชน์เท่าเทียม พร้อมยกระดับบทบาทผู้ตรวจฯ มั่นใจข้าราชการไม่เสียขวัญ

KEY

POINTS

  • นายพูนพงษ์ชี้แจงว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงยึดหลักความเหมาะสมและเลือกคนให้ตรงกับงาน โดยเป็นการหารือร่วมกันระหว่างปลัดกระทรวงคนปัจจุบันและว่าที่ปลัดฯ
  • การโยกย้ายตำแหน่งทูตประจำองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นไปตามกฎระเบียบเนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระ 6 ปีแล้ว
  • ยืนยันว่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่ใช่ตำแหน่งที่ไม่มีภารกิจ โดยมีแนวทางใหม่ในการมอบหมายงานเฉพาะกิจตามความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล
  • ปฏิเสธประเด็นข้าราชการเสียขวัญกำลังใจ โดยระบุว่าเป็นเพียง "ความรู้สึก" ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหมดคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นหลัก

15 กันยายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงฯ คนปัจจุบันหารือร่วมกับว่าที่ปลัดกระทรวงฯ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม เนื่องจากทั้งสองเป็นผู้ที่รู้จักทั้งตัวบุคคลและเนื้องานดีที่สุด ก่อนเสนอข้อเสนอแนะพร้อมเหตุผลประกอบการตัดสินใจ 

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ข้าราชการระดับ 10 ไม่ว่าจะเป็นอธิบดี รองปลัดกระทรวงฯ หรือผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ล้วนได้รับสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนเท่าเทียมกันทั้งหมด

แจงปมโยก พิมพ์ชนก -อรมน นั่งผู้ตรวจราชการ

สำหรับกรณีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ผู้ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติหน้าที่ครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่ออายุอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี รวมเป็น 6 ปี ซึ่งตามข้อกฎหมายจะต้องสับเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งระดับ 10 อื่น เช่น ผู้ตรวจราชการ 

ส่วนการดำเนินการโยกย้ายในรอบเดียวกันก่อนครบกำหนดจริงในช่วงเดือนก.พ.นั้น ถือเป็นขั้นตอนปกติ เพื่อให้กระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรีและการนำความกราบบังคมทูลฯ เป็นไปตามกรอบเวลา

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีข่าวการลาออกของนางพิมพ์ชนก พิตฟิลด์ เดิมกระทรวงฯ ได้สนับสนุนให้สมัครตำแหน่ง DGD ที่นครเจนีวา ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว แต่เมื่อไม่ได้รับเลือก จึงมีการเสนอปรับหมุนเวียนตำแหน่ง สำหรับการโพสต์เรื่องลาออกนั้นเป็นความตั้งใจของเจ้าตัว เนื่องจากต้องดูแลมารดาที่มีอายุมาก ประกอบกับครบวาระ 6 ปีแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ตามหลักการควรยื่นเรื่องลาออกอย่างเป็นทางการภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนกรณีของ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ ชี้แจงว่า นางอรมน มีประสบการณ์จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และมีความเชี่ยวชาญด้านการเจรจาการค้า จึงมีแนวคิดที่จะให้ไปรับดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา เพื่อใช้ประสบการณ์ด้านการเจรจาที่สั่งสมมาให้เกิดประโยชน์ต่อกระทรวงและประเทศ แต่นางอรมนไม่สะดวกที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว จึงอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบ

ย้ำผู้ตรวจฯ ไม่ใช่ตำแหน่ง “ลอย” ใช้ความเชี่ยวชาญทำงานเชิงรุก

สำหรับข้อกังวลว่าการโยกย้ายผู้บริหารจากตำแหน่งอธิบดีมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงอาจทำให้บทบาทลดลง หรือเป็นตำแหน่งที่ไม่มีภารกิจ นายพูนพงษ์ยอมรับว่า ในเชิงโครงสร้าง ผู้ตรวจราชการไม่ได้มีบุคลากรหรือมีงบประมาณในมือเหมือนอธิบดีกรม จึงอาจมีข้อจำกัดในการสร้างงานในลักษณะเดียวกับการเป็นเจ้ากรม แต่ไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการไม่มีคุณค่า

โดยผู้ตรวจราชการควรทำงานมากกว่าการตรวจราชการตามเขตพื้นที่ และควรนำความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวเข้ามาสนับสนุนภารกิจของกระทรวงในลักษณะงานเฉพาะกิจ เช่น ผู้ตรวจราชการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สามารถเข้าไปช่วยเร่งรัดการเจรจากับสหภาพยุโรป หรือสนับสนุนทีมเจรจาในประเด็นเฉพาะ

ขณะที่ผู้ตรวจราชการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ก็สามารถเข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานและการใช้เทคโนโลยีของกรมต่าง ๆ ในกระทรวงได้

ดังนั้น แนวทางใหม่คือการมอบหมายภารกิจเพิ่มเติมตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคน เพื่อให้ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสามารถสร้างผลงานและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงได้มากขึ้น

ปัดข้าราชการเสียขวัญ ชี้เป็น “ความรู้สึก” ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนข้อสังเกตว่าการโยกย้ายผู้บริหารครั้งนี้อาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการ ยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้ข้าราชการเสียขวัญกำลังใจ โดยระบุว่าข้อมูลที่นำมาชี้แจงเป็นข้อเท็จจริง ขณะที่ความเห็นจากบุคคลภายนอกเป็นเพียงความรู้สึกของบางส่วน ไม่สามารถนำมาเหมารวมว่าเป็นความเห็นของข้าราชการทั้งหมด

“เวลาจะตัดสินอะไร เราไม่ควรตัดสินเอง ควรให้คนกลางหรือคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตัดสิน เพราะหากถามคนที่ได้รับผลกระทบ คำตอบก็อาจเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าถามคนที่ออกคำสั่ง คำตอบก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง จึงควรให้คนกลางมองทั้งผลงานและความเหมาะสม” นายพูนพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยบางส่วนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรมในการบริหารบุคคล นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การตัดสินใจทั้งหมดคำนึงถึงผลประโยชน์ของกระทรวงเป็นสำคัญแต่มันห้ามความคิดของแต่ละคนไม่ได้ เหมาะสมไหม อะไรยังไง ก็ต้องแล้วแต่ละคน ความเหมาะสม ความสมดุลของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

“ผมพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ผมไม่เคยมีอคติใดใดทั้งสิ้น หน้าที่ผมคือทำงาน ทำงาน และทำงาน ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้งใคร และขอให้บุคลากรทุกคนมุ่งเน้นที่การทำงาน และอย่าไปบอกคนอื่นให้มาบอกผมทำโน่นทำนี่ ภาษาง่าย ๆ คือวิ่ง หากมีปัญหาหรือความเดือดร้อน เช่น พ่อป่วย แม่ไม่สบาย ให้มาพูดคุยกันตรง ๆ” นายพูนพงษ์ กล่าว