
แอมโมเนีย เชื้อเพลิงแห่งอนาคต IMO เปิดเวทีวิชาการโลก ปูทางเดินเรือไร้คาร์บอน
องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เตรียมจัดสัมมนาวิชาการเพื่อหารือแนวทางการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงเรืออย่างปลอดภัยและขยายผลในเชิงพาณิชย์ ไทยต้องติดตาม เพื่อเตรียมพร้อมสร้างขีดความสามารถเพื่อไม่ให้กลายเป็นเพียงผู้ตาม เมื่อ Operating Ecosystem ใหม่เริ่มทำงานจริง
KEY
POINTS
- องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เตรียมจัดสัมมนาวิชาการเพื่อหารือแนวทางการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงเรืออย่างปลอดภัยและขยายผลในเชิงพาณิชย์
- แอมโมเนียถูกมองเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อลดคาร์บอน แต่การจะเป็นเชื้อเพลิงสะอาดอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต และมีความท้าทายสำคัญด้านความปลอดภัยเนื่องจากเป็นสารพิษ
- การเปลี่ยนมาใช้แอมโมเนียไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเครื่องยนต์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบของภาคการเดินเรือ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ การออกแบบเรือ ไปจนถึงการฝึกอบรมบุคลากร
นายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทร นักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ เปิดมุมมองต่อทิศทางการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการเดินเรือว่า อุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนา “แอมโมเนีย” (Ammonia) ให้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับเรือ
จากเดิมที่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า “เชื้อเพลิงอะไรจะมาแทนน้ำมันเรือ” กำลังเปลี่ยนเป็นคำถามว่า “จะทำให้เชื้อเพลิงนั้นถูกนำมาใช้งานจริงอย่างปลอดภัยและขยายสู่ระดับพาณิชย์ได้อย่างไร”
นายบัณฑิตระบุว่า ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG), เมทานอล , แอมโมเนีย, ไฮโดรเจน, เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) และ E-fuel (เชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ผลิตโดยใช้ไฟฟ้า) ต่างถูกนำมาเปรียบเทียบทั้งด้านการลดคาร์บอน ต้นทุน และความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่เมื่อแอมโมเนียเริ่มขยับจากระดับห้องทดลองไปสู่เครื่องยนต์ เรือทดลอง และการทดสอบ Bunkering หรือกระบวนการเติมเชื้อเพลิงให้เรือ
คำถามจึงไม่ได้จบอยู่ที่ว่าเครื่องยนต์เผาแอมโมเนียได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาต่อเนื่องตั้งแต่การผลิต การใช้พลังงานในการผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ ท่าเรือที่สามารถเติมเชื้อเพลิง ตลอดจนการฝึกอบรมลูกเรือและความพร้อมของหน่วยฉุกเฉินเมื่อเกิดการรั่วไหล
Fuel technology อาจพร้อมก่อน Operating System ดังนั้นการเปลี่ยนเชื้อเพลิงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเพียงเครื่องยนต์หรือถังเชื้อเพลิง แต่เป็นการเปลี่ยน ระบบปฏิบัติการของภาคการเดินเรือทั้งระบบ
IMO จับตาแอมโมเนีย แต่ยังไม่ใช่การประกาศผู้ชนะ
นายบัณฑิตกล่าวถึงการที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization หรือ IMO) เตรียมจัด Technical Seminar on the use of ammonia as marine fuel ในวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่สำนักงานใหญ่ IMO กรุงลอนดอน โดยมีประเด็นครอบคลุมตั้งแต่เส้นทางการผลิตแอมโมเนีย แนวโน้มอุปทาน การสาธิต Bunkering และโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีเครื่องยนต์ การรับรองเครื่องยนต์ เรือที่ใช้แอมโมเนีย ระบบบำบัดมลพิษ ตลอดจนกรอบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม นายบัณฑิตย้ำว่า การสัมมนาดังกล่าวเป็น Technical Seminar ไม่ใช่การประชุมที่มีอำนาจออกกฎ และไม่ควรตีความว่า IMO ประกาศให้แอมโมเนียเป็น “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” หรือเป็นผู้ชนะเหนือเชื้อเพลิงทางเลือกชนิดอื่น
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ การหารือของภาคการเดินเรือกำลังขยับจากคำถาม “Can ammonia be used?” ไปสู่ “How can ammonia be used safely and at scale?”
แอมโมเนียลดคาร์บอนได้ แต่ไม่ใช่ Zero Emission โดยอัตโนมัติ
นายบัณฑิตอธิบายว่า แอมโมเนีย(NH3) ไม่มีอะตอมคาร์บอนอยู่ในโมเลกุล ดังนั้นเมื่อเผาไหม้จึงไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์จากคาร์บอนในตัวเชื้อเพลิงเหมือนน้ำมันหรือมีเทน แต่ไม่ได้หมายความว่าแอมโมเนียทุกประเภทจะเป็นเชื้อเพลิง Zero Emission
ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ วิธีการผลิต เพราะแอมโมเนียแบบดั้งเดิมยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ขณะที่แนวคิด Green Ammonia เชื่อมโยงกับไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ดังนั้นการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงต้องพิจารณาตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ Well-to-Tank ไปจนถึง Tank-to-Wake
เปลี่ยนเชื้อเพลิง เท่ากับเปลี่ยน Risk Profile
ประเด็นที่นายบัณฑิตให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ ความปลอดภัย เนื่องจากแอมโมเนียมีความเป็นพิษสูง ความเสี่ยงจากการรั่วไหลจึงทำให้การออกแบบเรือต้องคิดใหม่ตั้งแต่ระบบกักเก็บ ระบบท่อแบบ Double-wall ระบบระบายอากาศ ระบบตรวจจับก๊าซ ระบบแยกตัดเชื้อเพลิง Emergency Shutdown ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและการออกแบบพื้นที่ปฏิบัติงานของลูกเรือ
“เมื่อ Fuel Change - Risk Profile ก็เปลี่ยน, Training ต้องเปลี่ยน และ Emergency Response ต้องเปลี่ยน” นายบัณฑิตกล่าว
เรือพร้อม ไม่ได้แปลว่าการเดินเรือพร้อม
อีกโจทย์สำคัญคือ Ammonia Bunkering เพราะแม้เรือจะสามารถใช้แอมโมเนียได้ แต่หากไม่มีท่าเรือที่สามารถเติมเชื้อเพลิงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ในเส้นทางการค้าจริงได้
นอกจากนี้นายบัณฑิตยังให้ความสำคัญกับเรื่องบุคลากรเป็นพิเศษ โดยมองว่า แม้เรือสามารถติดตั้งเครื่องยนต์ ถังเชื้อเพลิง และระบบตรวจจับก๊าซใหม่ได้ แต่ ความสามารถของคนไม่สามารถติดตั้งในอู่ต่อเรือได้
ลูกเรือ ตั้งแต่ Master, Chief Engineer, Deck Officer, Engineer ไปจนถึง Ratings ต้องมีความรู้และทักษะในการทำงานกับเชื้อเพลิงที่มีความเป็นพิษ รวมถึงต้องมีการฝึก Familiarisation, Competency, Bunkering Checklist, Permit-to-Work, Gas Detection Procedure, PPE Discipline, Emergency Drill และการประสานงานกับทีมฉุกเฉินฝั่ง
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราควรใช้ Ammonia หรือไม่ แต่หาก Ammonia กลายเป็นหนึ่งใน Marine Fuels ที่มีบทบาทมากขึ้น ประเทศไทยต้องสร้างขีดความสามารถอะไรตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้กลายเป็นเพียงผู้ตาม เมื่อ Operating Ecosystem ใหม่เริ่มทำงานจริง





