thansettakij
thansettakij
สทนช.-กรมอุตุฯ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช็กฝนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์

สทนช.-กรมอุตุฯ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช็กฝนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์

09 ก.ย. 69 | 05:13 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 05:13 น.

สทนช. จับมือกรมอุตุนิยมวิทยา พัฒนาระบบติดตามสภาพอากาศผ่าน “clpp-radar” รวมข้อมูลเรดาร์ 23 สถานีทั่วประเทศ วิเคราะห์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง พร้อมประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย หวังเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบประชาชน

KEY

POINTS

  • สทนช. ร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยา พัฒนาเว็บไซต์ clpp-radar เพื่อเป็นระบบเตือนภัยและติดตามสถานการณ์ฝนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์
  • ระบบทำงานโดยการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากสถานีเรดาร์ 23 แห่งทั่วประเทศ ทำให้เห็นภาพรวมการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝนได้อย่างไร้รอยต่อ
  • ประชาชนสามารถใช้งานผ่านมือถือเพื่อตรวจสอบความรุนแรงของฝน คาดการณ์ล่วงหน้าในระดับตำบล และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยได้

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ clpp-radar เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถติดตามสถานการณ์ฝนและสภาพอากาศทั่วประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง เพื่อใช้ประกอบการเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการน้ำได้อย่างทันท่วงที

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. ในฐานะรองโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยา ภายใต้โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการประยุกต์ใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยระยะที่ 2 ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19-20 สิงหาคม 2569

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. ในฐานะรองโฆษก สทนช.

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยน เชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) การใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่าง สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ระบบ clpp-radar นำข้อมูลเรดาร์คอมโพสิต (Radar Composite) ที่กรมอุตุนิยมวิทยาวิเคราะห์ มาแสดงร่วมกับข้อมูลประมาณการฝนสะสมล่วงหน้า 3 ชั่วโมง และเชื่อมโยงกับข้อมูลปริมาณน้ำฝนจริงจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศผ่านระบบ nationalthaiwater.onwr.go.th ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ฝนและประเมินแนวโน้มได้ใกล้เคียงเวลาจริง

สทนช.-กรมอุตุฯ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช็กฝนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์

รวมเรดาร์ 23 สถานี มองภาพฝนทั่วประเทศ

สำหรับการทำงานของเรดาร์ตรวจอากาศ จะส่งคลื่นวิทยุออกไปในอากาศ เมื่อคลื่นกระทบหยดน้ำหรือเม็ดฝนในกลุ่มเมฆจะสะท้อนกลับมายังจานรับสัญญาณ โดยความแรงของสัญญาณสะท้อนสามารถใช้บ่งชี้ระดับความรุนแรงของฝนในพื้นที่นั้นได้

อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลจากสถานีเรดาร์เพียงสถานีเดียวมีข้อจำกัดด้านรัศมีการตรวจวัดประมาณ 120-240 กิโลเมตร รวมถึงอาจเกิดจุดอับสัญญาณจากแนวเทือกเขาหรือสิ่งปลูกสร้าง และไม่สามารถแสดงภาพรวมของสถานการณ์ฝนทั้งประเทศได้พร้อมกัน

สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยาจึงนำข้อมูลจากสถานีเรดาร์ทั้ง 23 สถานีทั่วประเทศ มาประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อตัดสัญญาณรบกวน แก้ไขจุดอับสัญญาณ และผสานข้อมูลในส่วนที่ทับซ้อนกันให้เป็นภาพเดียวแบบไร้รอยต่อ ทำให้สามารถเห็นทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุและกลุ่มฝนในภาพรวมทั่วประเทศได้ทันที

สทนช.-กรมอุตุฯ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช็กฝนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์

ออกแบบระบบให้ประชาชนใช้งานง่าย

นายฐนโรจน์ กล่าวว่า การออกแบบระบบเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้แถบสีตามมาตรฐานของกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อสื่อสารระดับความรุนแรงของฝน ตั้งแต่สีเขียวสำหรับฝนเบาบาง สีเหลืองสำหรับฝนปานกลาง สีส้มและสีแดงสำหรับฝนตกหนัก ไปจนถึงสีม่วงและสีชมพูสำหรับฝนตกหนักมาก

ระบบยังรองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และมีฟังก์ชัน “ตำแหน่งของฉัน” เพื่อช่วยประเมินบริเวณที่ผู้ใช้งานอยู่ ว่าจะมีฝนตกในอีกกี่นาทีและมีแนวโน้มตกหนักเพียงใด พร้อมแสดงข้อมูลเป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่าย

นอกจากนี้ ยังสามารถคาดการณ์ฝนล่วงหน้าในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด รวมถึงแสดงชั้นข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น พื้นที่เสี่ยงดินถล่ม และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการวางแผนเดินทาง ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า

ในส่วนของหน่วยงานด้านบริหารจัดการน้ำ สามารถใช้ข้อมูลที่ใกล้เคียงเวลาจริงเพื่อประกอบการบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ช่วยลดผลกระทบและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ชื่อเว็บไซต์ “clpp-radar” เป็นการต่อยอดจากชื่อ “อาคารชลพิพัฒน์ (Chonlapiphat)” อาคารที่ทำการของ สทนช. ซึ่งได้รับพระราชทานชื่ออาคารจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โดยมีความหมายว่า “อาคารเป็นที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้วิวัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ”

สทนช. จึงนำชื่อดังกล่าวมาใช้เป็นชื่อระบบติดตามสภาพอากาศ พร้อมเชิญชวนประชาชนและหน่วยงานเข้าใช้งานระบบได้ตั้งแต่บัดนี้ผ่าน clpp-radar