thansettakij
thansettakij
สหรัฐฯ ออกกฎใหม่ จ่อบังคับผู้นำเข้ายื่นเอกสารต้นทาง

เช็กด่วน สหรัฐฯ ออกกฎใหม่ จ่อบังคับนำเข้ายื่นเอกสารต้นทาง คุมสินค้าเสี่ยง

06 ก.ย. 69 | 10:31 น.

ศุลกากรสหรัฐฯ จ่อออกกฎใหม่ตามคำสั่งประธานาธิบดี สกัดช่องโหว่ผ่านประเทศที่สาม บังคับผู้นำเข้ายื่นเอกสารต้นทาง-ใช้ชื่อบริษัทจริง ประเมินใช้ AI ตรวจสอบความเสี่ยง เตือนผู้ส่งออกไทยเช็กช่องว่างข้อมูลด่วน

KEY

POINTS

  • สำนักงานศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) เสนอกฎใหม่ที่อาจบังคับให้ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารที่ผู้ส่งออกใช้กับศุลกากรของประเทศต้นทาง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
  • กฎนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า โดยเฉพาะการลักลอบถ่ายลำสินค้าผ่านประเทศที่สาม และอาจมุ่งเน้นไปที่สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อความมั่นคงของชาติ
  • ข้อเสนอยังรวมถึงการปรับปรุงระบบระบุตัวตนผู้ผลิตและผู้ส่งสินค้าให้ชัดเจนขึ้น และอาจขยายการเก็บข้อมูลไปยังผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในกระบวนการขนส่ง
  • ผู้ส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง จึงควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อรองรับข้อกำหนดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา รายงานว่า สำนักงานศุลกากรและคุ้มครองชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้เผยแพร่ประกาศล่วงหน้าเพื่อรับฟังความคิดเห็นก่อนจัดทำร่างกฎ (Advance Notice of Proposed Rulemaking) ผ่าน Federal Register โดยมีเป้าหมายเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยที่ทำการค้ากับตลาดสหรัฐฯ

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อดำเนินการตามคำสั่งฝ่ายบริหารเลขที่ 14411 เรื่องมาตรการเสริมความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยให้เหตุผลว่าระบบศุลกากรปัจจุบันยังมีความไม่มีประสิทธิภาพ ช่องโหว่ กลไกการบังคับใช้ที่ไม่เพียงพอ และกระบวนการที่ล้าสมัย ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายศุลกากรและมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ผ่านการถ่ายลำสินค้าผ่านประเทศที่สาม

ทั้งนี้ CBP เปิดรับความคิดเห็นจากบุคคลและองค์กรที่สนใจภายในระยะเวลา 90 วันนับจากวันที่เผยแพร่ใน Federal Register ผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นด้านกฎระเบียบของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ภายใต้เลขที่เรื่อง USCBP-2026-1058 โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งความคิดเห็นดังกล่าวจะถูกนำไปประกอบการพิจารณาว่าควรจัดทำร่างกฎอย่างเป็นทางการในขั้นตอนต่อไปหรือไม่

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในข้อเสนอคือการพิจารณากำหนดให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ต้องยื่นหรือเก็บรักษาเอกสารที่ผู้ส่งออกใช้ยื่นต่อศุลกากรของประเทศต้นทางก่อนส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ อาทิ ใบขนสินค้าขาออก ใบกำกับสินค้า บัญชีบรรจุหีบห่อ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใบอนุญาตส่งออกสำหรับสินค้าควบคุม ตลอดจนเอกสารขนส่ง เพื่อนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ยื่นต่อศุลกากรสหรัฐฯ และค้นหาความแตกต่างที่อาจบ่งชี้ถึงการละเมิดกฎหมาย

CBP ยังเปิดประเด็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิกำหนดสินค้านำเข้าบางประเภทว่าเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งในกรณีดังกล่าวอาจกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารส่งออกจากประเทศต้นทางเป็นเงื่อนไขก่อนได้รับอนุญาตให้นำเข้า โดยยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเรียกเอกสารจากสินค้าความเสี่ยงสูงทุกครั้งหรือใช้วิธีสุ่มตรวจ

ในส่วนของการระบุตัวตนผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตและส่งออก CBP ระบุว่าระบบรหัสประจำตัวผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้ข้อมูลจำกัดและอาจไม่เป็นเอกลักษณ์ จึงพิจารณาปรับปรุงหรือเปลี่ยนไปใช้ชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่สถานประกอบการจริง หรือรหัสทางธุรกิจอื่นแทน รวมถึงพิจารณาขยายการใช้รหัสประจำตัวธุรกิจสากลซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างโครงการทดลองที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ครอบคลุมระบบรหัสสี่ประเภทได้แก่ D-U-N-S, GLN, LEI และ Altana ID

นอกจากผู้ผลิต ผู้จัดส่ง และผู้ส่งออกแล้ว CBP ยังพิจารณาว่าควรเรียกข้อมูลของบุคคลหรือองค์กรอื่นในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มเติมหรือไม่ อาทิ ตลาดออนไลน์ที่เป็นตัวกลางในการขาย ผู้รับสินค้าปลายทางที่แท้จริงซึ่งอาจไม่ใช่ผู้รับสินค้าในขั้นแรก ตลอดจนผู้ให้บริการหรือแพลตฟอร์มที่ใช้จองระวางหรือบริหารข้อมูลโลจิสติกส์ พร้อมทั้งต้องการทราบว่าภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงของระบบได้เพียงใด

ด้านเทคโนโลยีติดตามห่วงโซ่อุปทาน CBP กำลังประเมินการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อค้นหาความเสี่ยงของการถ่ายลำโดยมิชอบ และต้องการข้อมูลว่าภาคเอกชนใช้เทคโนโลยีใดในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและยืนยันแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบในปัจจุบัน รวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะขยายเกณฑ์ของโครงการความร่วมมือทางการค้าด้านศุลกากรเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย (CTPAT) ให้ครอบคลุมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้เทคโนโลยีติดตามที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับสมาชิก

ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องประเมินต้นทุนและประโยชน์ของแนวทางด้านกฎระเบียบดังกล่าว โดยข้อเสนอนี้ถูกจัดให้เป็นมาตรการด้านกฎระเบียบที่มีนัยสำคัญและได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานบริหารและงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แล้ว ซึ่ง CBP ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก ความพร้อมและความต่อเนื่องของสินค้าที่มีความสำคัญ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์

ผู้ส่งออกไทยที่ประสงค์ดำเนินธุรกิจกับตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องควรเริ่มประเมินความพร้อมของกิจการ โดยตรวจสอบว่าข้อมูล เอกสาร และระบบงานที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับข้อกำหนดที่อาจเพิ่มเติมขึ้นได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับผู้ผลิตและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ประเทศต้นกำเนิด และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูล

ผู้ประกอบการควรประสานงานกับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อกำหนดหลายประการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะกำหนดหน้าที่แก่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ โดยตรง แต่ข้อมูลส่วนหนึ่งที่ผู้นำเข้าต้องใช้จะต้องได้รับจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในต่างประเทศ พร้อมทั้งควรติดตามความคืบหน้าของกระบวนการออกกฎอย่างต่อเนื่องผ่าน Federal Register และแฟ้มรับฟังความคิดเห็นเลขที่ USCBP-2026-1058 ใน Regulations.gov

ทั้งนี้ ในระยะนี้ผู้ประกอบการยังไม่ควรลงทุนปรับระบบหรือจัดซื้อเทคโนโลยีใหม่เป็นการเฉพาะเพื่อรองรับข้อเสนอดังกล่าวจนกว่าจะมีรายละเอียดของร่างกฎที่ชัดเจน เนื่องจาก CBP ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะนำข้อเสนอใดมาใช้จริง ใช้กับสินค้าหรือผู้ประกอบการกลุ่มใด และจะกำหนดระยะเวลาการปรับตัวอย่างไร อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบช่องว่างของข้อมูลไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบหากมีการบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่ในอนาคต