
รัฐจ่อรื้อมาตรฐาน “ข้าวหอมมะลิไทย” เปิดโอกาสข้าวพันธุ์ใหม่เจาะตลาดโลก
ก.พ.ร. เปิดรับฟังความคิดเห็นรื้อมาตรฐาน “ข้าวหอมมะลิไทย” ตามข้อเสนอ กกร. ชูเกณฑ์คุณลักษณะและคุณภาพแทนชื่อพันธุ์ เปิดโอกาสข้าวพันธุ์ใหม่เจาะตลาดโลก “ศุภจี” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ดัน “ข้าวประณีต” สินค้าเกษตรมูลค่าสูง
KEY
POINTS
- ก.พ.ร. กำลังรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยตามข้อเสนอของภาคเอกชน (กกร.)
- เสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์มาตรฐานจากการจำกัดเฉพาะพันธุ์ข้าว มาเป็นการพิจารณาจากคุณลักษณะและคุณภาพของข้าวเป็นหลัก
- มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพสามารถเจาะตลาดโลก และส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย
- ด้านรองนายกฯ “ศุภจี” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ติดตาม “ข้าวประณีต” ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปลี่ยนแนวทางจาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า”
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานข้าวหอมมะลิ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งนำเสนอประเด็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ
ทั้งนี้ในประเด็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับมาตรฐานข้าวหอมมะลินั้น กกร. เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 โดยพิจารณาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ลดขั้นตอนและต้นทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
สำนักงาน ก.พ.ร. ในฐานะฝ่ายเลขาคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจจึงได้นำข้อเสนอดังกล่าวมาจัดทำเป็นประเด็นเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบการพิจารณาความเหมาะสมและแนวทางดำเนินการต่อไป
สำหรับสาระสำคัญของเรื่องนี้จะกำหนดแนวทางการแก้ไขทบทวนประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรฐานให้สามารถครอบคลุมข้าวพันธุ์อื่นที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้คุณลักษณะและคุณภาพของข้าวเป็นหลัก โดยผลที่คาดว่าจะได้รับคือการเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ข้าวพันธุ์อื่น ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ
ทั้งนี้ตามแบบสอบถามความคิดเห็นกำหนดประเด็นคำถาม เช่น ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดมาตรฐานโดยพิจารณาจากคุณลักษณะและคุณภาพของข้าว แทนการจำกัดเฉพาะพันธุ์ข้าวที่กำหนด, หากเปิดให้ข้าวพันธุ์อื่นเข้ามาตรฐาน ท่านเห็นว่าควรกำหนดคุณลักษณะหรือกระบวนการรับรองอย่างไรเพื่อรักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือ และมีผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือภาพลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทยที่ควรคำนึงถึงหรือไม่
“ศุภจี” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ติดตาม “ข้าวประณีต”
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) ได้นำคณะลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ประชุมหารือร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ “ข้าวประณีต” ณ บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
โดยมีนายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส. เขต 9 จังหวัดศรีสะเกษ ดร.รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าศรีสะเกษ และตัวแทนจากกลุ่มข้าวประณีตในพื้นที่ อาทิ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ศูนย์ข้าวชุมชนเกษตรตำบลบ่อแก้ว และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ จำกัด พร้อมเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าร่วม
นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับฟังปัญหา ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะหากไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ข้าวไทยมีคุณภาพไม่แตกต่างจากคู่แข่งและต้องแข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไทยยังมีผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงต้องวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องบูรณาการและพูดคุยต่อกับกรมการข้าว เพราะต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง
นอกจากนี้ เกษตรกรยังสะท้อนปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนและเครื่องมือหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเครื่องลดความชื้นข้าว ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรักษาคุณภาพผลผลิต แต่เนื่องจากแต่ละชุมชนมีความต้องการแตกต่างกัน และมีแผนดูแลให้ครบทั้ง 466 ชุมชนในโครงการข้าวประณีต นางศุภจีจึงมอบหมายให้สำรวจความต้องการของแต่ละชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ตรงกับปัญหา โดยจะประสาน ธ.ก.ส. เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมและมีวงเงินเพียงพอ
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับ “ข้าวประณีต” จะเปลี่ยนแนวทางจาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” โดยดูแลตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร
“ถ้าเราขายข้าวธรรมดาทั่วไป เราก็แข่งแต่ราคา แต่ข้าวประณีตเป็นข้าวที่มีเรื่องราว เป็นข้าวที่เราใส่ใจตั้งแต่ต้นทางถึงการแปรรูป เป้าหมายคือยกระดับมูลค่าของสินค้าข้าว และทำให้พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งเครื่องมือและตลาด” นางศุภจี กล่าว
ด้านตลาด กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) ช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงราคาตกต่ำ กรมการค้าต่างประเทศเร่งขยายตลาดส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะช่วยเชื่อมโยงสินค้าข้าวและสินค้าแปรรูปของชุมชนกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการเจรจาธุรกิจ Business Matching และ Contract Farming ล่วงหน้า
นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกข้าว 7 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าหาตลาดใหม่และตลาดทดแทน เพื่อสร้างโอกาสให้ข้าวไทย ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการทำให้ราคาที่ดีส่งผ่านไปถึงเกษตรกร ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนกลาง
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทำงานใกล้ชิดกับจังหวัดและผู้ประกอบการ จัดทำ “ปฏิทินสินค้าเกษตร” เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าสินค้าแต่ละชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงใด และสามารถเตรียมตลาดก่อนผลผลิตออกจำนวนมาก เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ
“วันนี้มาเห็นแล้วชื่นใจที่มีทั้งเกษตรกรตัวอย่าง ชุมชนตัวอย่าง และวิสาหกิจชุมชนตัวอย่าง เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัว ถ้าเรายึดอยู่ในรูปแบบเดิม เราจะช่วยได้ยาก กระทรวงพาณิชย์จะช่วยเติมในสิ่งที่พื้นที่ขาด ทั้งเครื่องมือ ความรู้ และตลาด เพื่อให้ของดีที่มีอยู่แล้วสร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้รายได้กลับไปถึงเกษตรกรได้จริง” นางศุภจี กล่าว







