thansettakij
thansettakij
เอกชน เปลี่ยน CSR เป็น ESG ‘ลงทุนการศึกษา’ คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด

เอกชน เปลี่ยน CSR เป็น ESG ‘ลงทุนการศึกษา’ คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด

11 ก.ค. 69 | 07:12 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 69 | 07:14 น.

เจาะลึกกลยุทธ์ภาคเอกชน จากตลาดหลักทรัพย์ฯ สภาอุตสาหกรรมฯ หอการค้า และ ธปท. ที่พร้อมใจเปลี่ยนผ่านจาก CSR สู่การเป็น ESG “ร่วมลงทุนในคน”

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนกำลังเปลี่ยนแนวคิดจาก CSR ที่เน้นสร้างภาพลักษณ์ ไปสู่ ESG โดยมองว่าการลงทุนด้านการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น สังคมสูงวัย และการเข้ามาของเทคโนโลยี AI
  • การลงทุนด้านการศึกษาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นสร้างทักษะแห่งอนาคตและแก้ปัญหาคนทำงานไม่ตรงสาย ผ่านโครงการที่เป็นรูปธรรม เช่น การส่งต่อคอมพิวเตอร์มือสองสู่โรงเรียน และการสร้างหลักสูตรตามความต้องการของธุรกิจในพื้นที่
  • การพัฒนาคนได้กลายเป็นตัวชี้วัดมูลค่าทางธุรกิจที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญ โดยภาคเอกชนมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Win-Win) ทั้งต่อธุรกิจ ประเทศชาติ และช่วยดึงดูดการลงทุน

เมื่อ “คน” คือความเสี่ยงระดับโครงสร้าง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ถาโถม กลายเป็น “ปัญหาทุนมนุษย์” ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเปลี่ยนนิยามการทำงาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยไม่ใช่เพียงประเด็นสังคมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ความเสี่ยงระดับโครงสร้าง” ที่ส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

บนเวที Equity Forum 2026 ผู้นำจาก 4 เสาหลักเศรษฐกิจไทยร่วมกันประกาศทัศนคติใหม่ว่า การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาคือ “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” และเป็นทางรอดเดียวที่จะพาประเทศไทยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านประชากรไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

จาก “คอมพิวเตอร์มือสอง” สู่การเติม “หัวใจ” ให้เทคโนโลยี

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เล่าถึงเบื้องหลังที่มาของการร่วมงานกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งได้รับคำแนะนำมาจากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โดยโครงการที่เป็นหัวหอกสำคัญคือการเปลี่ยนทรัพย์สินที่ดูเหมือนจะหมดมูลค่าอย่างคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว ให้กลายเป็นอาวุธทางปัญญาของเด็กไทย

“ปกติแล้วเมื่อถึงวงรอบการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ใหม่ให้พนักงาน เครื่องเก่ามักจะถูกนำไปขายต่อในราคาที่ต่ำมากแม้จะยังใช้งานได้ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเกิดไอเดียในการส่งต่อคอมพิวเตอร์เหล่านี้ไปยังโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติที่ขาดแคลนงบประมาณ ผมไม่อยากให้แค่ส่งเครื่องไปอย่างเดียว เพราะเราก็เห็นกันมาเยอะแล้วว่า เครื่องที่ไม่ได้ใช้แล้วก็นั่งจับฝุ่นอยู่ ไม่ได้มีประโยชน์อะไร” นายอัสสเดช กล่าวเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะไม่ให้คอมพิวเตอร์เหล่านี้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์"

นายอัสสเดช ชี้ให้เห็นว่า สำหรับหลายครอบครัวไทย การต้องซื้ออุปกรณ์การเรียนราคาแพงคือภาระที่หนักหนาสาหัส รายได้ครัวเรือนในแต่ละวันก็เหนื่อยแล้ว แต่เมื่อต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพง มันคือการเพิ่มอุปสรรคให้ชีวิต โครงการนี้จึงตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5,000 เครื่องภายใน 5 ปี แต่เพียงแค่ปีแรกกลับทำได้เกินครึ่งทางแล้ว เนื่องจากได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากบริษัทจดทะเบียน

เวทีสัมมนา Equity Forum 2026 ผู้นำจาก 4 เสาหลักเศรษฐกิจไทยร่วมกันประกาศทัศนคติใหม่

จาก CSR สู่ ESG ทรัพยากรมนุษย์คือตัวชี้วัดค่าของธุรกิจ

ในมุมมองของผู้นำตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายแนวทางความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติคำว่า ESG หรือ Environmental, Social, and Governance) โดยเฉพาะตัว “S” หรือ Social ไม่ควรหยุดอยู่แค่การทำ CSR เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการสร้างมูลค่าทางทุนที่ยั่งยืนและจับต้องได้ แพราะในวันที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยและจำนวนคนทำงานลดลง การพัฒนาคนคือเรื่องที่รอไม่ได้ แม้แต่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีผู้บริหารระดับสูงเกษียณอายุจำนวนมาก ซึ่งต้องอาศัยคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็ม

“Sustainability หรือความยั่งยืน ไม่ได้มีแค่เรื่องโลกร้อนหรือพลังงาน แต่คือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ด้วย ถ้าเราไม่ลงทุนในวันนี้เพื่อสร้างทรัพยากรที่ Future Ready ได้ เราจะสร้างทรัพยากรเหล่านั้นสำหรับประเทศชาติในอนาคตได้อย่างไร”

AI และทักษะแห่งอนาคต โจทย์ใหญ่ที่ระบบศึกษาต้องตอบให้ได้

นายอัสสเดชให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความต้องการแรงงานในอนาคตว่า ปัจจุบันทุกองค์กรเริ่มพูดถึง AI หากระบบการศึกษาไทยไม่สามารถโอบอุ้มเด็กให้คงอยู่ในระบบได้ หรือไม่สามารถบ่มเพาะทักษะด้าน AI ให้แก่เยาวชนได้ ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันอย่างมหาศาล

พร้อมกับหยิบยกตัวอย่างองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง PTT และ CP ที่มีการลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจัง เช่น โรงเรียนกำเนิดวิทย์หรือสถาบันปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นการสร้าง “Win-Win Situation” ที่ธุรกิจได้คนเก่งไปทำงาน และประเทศก็ได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปพร้อมกัน

เวทีสัมมนา Equity Forum 2026 ผู้นำจาก 4 เสาหลักเศรษฐกิจไทยร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาคือ “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด”

ส่งสารถึงนักลงทุน “คน” คือมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทจดทะเบียน

นายอัสสเดชได้ฝากข้อคิดไปถึงบริษัทจดทะเบียนกว่า 800 แห่งที่มีการจ้างงานรวมเกือบ 2 ล้านคนว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศไม่ได้มองแค่ตัวเลขกำไรอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการที่บริษัทนั้นๆ ลงทุนในการยกระดับทรัพยากรมนุษย์ จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “Peer Pressure”

หรือ แรงกดดันในกลุ่มเพื่อนร่วมธุรกิจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำดีต่อสังคมในวงกว้าง แทนที่จะใช้เงินไปกับการซื้อโฆษณาเพียงอย่างเดียว ควรหมุนเงินเหล่านั้นมาสร้างประโยชน์ให้สังคมและประกาศให้โลกเห็นว่าองค์กรทำอะไรบ้าง

“นักธุรกิจต้องการกำไรเป็นเรื่องปกติ แต่เราจะดึงดูดหรือผลักดันให้เขาใช้เงินสร้างแบรนด์ผ่านการทำสิ่งดีๆ ให้สังคมได้อย่างไร ให้มันเกิดเป็นพลังสโนว์บอลที่ทุกคนอยากทำและได้ประโยชน์ร่วมกัน” นายอัสสเดชกล่าวสรุปทิ้งท้าย

แก้โจทย์ Skill Mismatch ด้วย “Big Data” ประกันสังคม

ในขณะที่ประเทศต้องการคนเก่ง แต่ นายกิตติ สุขุตมตันติ จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กลับเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า บัณฑิตไทยมีโอกาสทำงานตรงสายเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น สะท้อนถึงความสูญเปล่าของงบประมาณและเวลาอย่างมหาศาล ข้อเสนอในการแก้ปัญหาคือดึงพลังของ Big Data จากสำนักงานประกันสังคม มาใช้ประโยชน์ เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต้องส่งข้อมูลการจ้างงานเป็นประจำอยู่แล้ว

หากมีการปรับข้อมูลให้เห็นความต้องการแรงงานในแต่ละตำแหน่งอย่างชัดเจน แล้วส่งต่อข้อมูลนี้ไปยังนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่วันที่เริ่มเลือกที่เรียน จะช่วยให้เกิดการ Matching ระหว่างอุปสงค์และอุปทานของกำลังคนได้จริง ลดปัญหาเรียนจบแล้วตกงานหรือทำงานไม่ตรงสายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โมเดลระดับจังหวัด: เรียนเพื่อ “มีงานทำ”และลดความยากจนข้ามรุ่น

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา จากหอการค้าไทย เปรียบเทียบการแก้ปัญหาการศึกษาว่าเหมือนการปั้นนักกีฬาไปฟุตบอลโลก คือ “ไม่มี Quick Win” และต้องเริ่มตั้งแต่ฐานราก หอการค้าไทยจึงร่วมมือกับ กสศ. ขับเคลื่อนโมเดลพัฒนากำลังคนระดับจังหวัด โดยให้หอการค้าในแต่ละพื้นที่เป็นผู้สำรวจความต้องการจริงของธุรกิจ

ตัวอย่างที่จับต้องได้คือ จังหวัดภูเก็ต ที่ธุรกิจระบุชัดว่าต้องการ “ช่างซ่อมบำรุงเรือยอชต์” จึงมีการเปิดหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อผลิตคนให้ตรงจุด นอกจากนี้ยังผลักดันโครงการ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ให้นักศึกษาใช้เวลา 1 ปีเต็มในการทำงานจริงในบริษัท เพื่อให้เรียนจบแล้วสามารถ “เริ่มงานได้ทันที” วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจได้คนเก่ง แต่ยังช่วยให้เด็กยากจนมีเส้นทางอาชีพที่มั่นคง เป็นการตัดวงจรความยากจนที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

คุณภาพเหนือจำนวน ทางรอดในยุคที่คนเกิดน้อย

ในมุมมองของ ดร.ดอน นาครทรรพ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่าเมื่อปริมาณแรงงานลดลง “คุณภาพ” คือคำตอบเดียวที่จะชดเชยได้ การทำงานในอนาคตไม่ใช่แค่การสั่ง Prompt ให้ AI ทำงานแทน แต่ต้องอาศัยทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน

หากประเทศไทยยังปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเผชิญความเหลื่อมล้ำ ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างมหาศาล “Sustainability ไม่ได้มีแค่เรื่องโลกร้อน แต่คือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ด้วย ถ้าเราไม่ลงทุนวันนี้... เราจะสร้างทรัพยากรเหล่านั้นสำหรับประเทศชาติในอนาคตได้อย่างไร” นี่คือวาทะเด็ดจากนายอัสสเดชที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของภาคตลาดทุน