
TDRI เสนอทางออก “ค่าไฟสาธารณะ” คืนความเป็นธรรมผู้ใช้ไฟ
TDRI ชี้โครงสร้างค่าไฟสาธารณะปัจจุบันไม่เป็นธรรม เป็นการ "อุดหนุนข้ามกลุ่ม" และสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท แนะทางออกใช้โมเดล ESCO ปรับโครงสร้างวิธีคำนวณค่าไฟสาธารณะ ไม่ต้องติดมิเตอร์ทุกถนน
KEY
POINTS
- TDRI ชี้โครงสร้างค่าไฟสาธารณะปัจจุบันไม่เป็นธรรม เป็นการ "อุดหนุนข้ามกลุ่ม" และสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท
- เสนอให้รัฐเร่งเปลี่ยนไฟส่องสว่างสาธารณะเป็นหลอด LED ทั่วประเทศเพื่อลดการใช้พลังงานลง 50-70% ก่อนโอนภาระค่าใช้จ่ายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
- แนะใช้โมเดล ESCO ให้การไฟฟ้าฯ เป็นผู้ลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟให้ก่อน แล้วทยอยคืนทุนจากส่วนต่างค่าไฟที่ประหยัดได้ พร้อมยกเลิกการติดตั้งมิเตอร์เพื่อลดต้นทุน
- เป้าหมายสูงสุดคือการแยกต้นทุนค่าไฟสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฐาน เพื่อให้ประชาชนจ่ายค่าไฟตามการใช้งานจริงและคืนความเป็นธรรมให้ผู้ใช้ไฟ
ค่าไฟฟ้าสาธารณะยังคงเป็นประเด็นที่ผู้ใช้ไฟทั่วประเทศให้ความสนใจ เนื่องจากถูกนำมาคิดรวมกับบิลค่าไฟทุกหลังประมาณ 10สตางค์ต่อหน่วยในส่วนของค่าไฟฐาน รายงานของTDRI โดย ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุว่า สิ่งนี้กลายเป็นภาระ "การอุดหนุนข้ามกลุ่ม" ที่อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า
5 จุดบอด “โครงสร้างค่าไฟฟ้าสาธารณะ”
การศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างการอุดหนุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ พบว่าระบบปัจจุบันเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณและสิทธิประโยชน์ไม่สอดคล้องกับภาระการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริง โดยสามารถสรุป "จุดบอด" สำคัญได้ 5 ประเด็น ดังนี้
1. ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท
ระบบโควตาร้อยละ 10 ที่อ้างอิงจากฐานผู้ใช้ไฟฟ้า ทำให้เทศบาลเมืองขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้ใช้ไฟฟ้าหนาแน่นได้รับวงเงินโควตาสูง เพียงพอครอบคลุมค่าไฟสาธารณะและยังมีส่วนเหลือ ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ชนบท แม้จะมีถนนสายยาวและภาระค่าไฟส่องสว่างสูง แต่มีฐานผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย ส่งผลให้โควตาหมดอย่างรวดเร็ว และต้องนำงบพัฒนาท้องถิ่นมาอุดหนุนค่าไฟแทน
2. การจัดสรรโควตาไม่มีประสิทธิภาพ
ในภาพรวมของประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ไฟฟ้าสาธารณะจริงเฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 5 ของฐานโควตาที่กำหนดไว้ร้อยละ 10 สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการมีโควตาไม่เพียงพอ แต่เกิดจากหลักเกณฑ์การกระจายสิทธิที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจและภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละพื้นที่
3. หน่วยงานรัฐส่วนกลางขาดแรงจูงใจลดใช้พลังงาน
อีกหนึ่งจุดอ่อนสำคัญคือ กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ยังคงได้รับสิทธิใช้ไฟฟ้าสาธารณะฟรี 100% ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 โดยเฉพาะกรมทางหลวงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านหน่วยต่อปี การไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานไม่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจบริหาร และลดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพหรือประหยัดพลังงาน
4. โครงสร้างการเงินของการไฟฟ้าเผชิญความเสี่ยง
หากมีการแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฟ้าฐานทันที อาจกระทบต่อสภาพคล่องของการไฟฟ้า โดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เนื่องจากต้องชำระค่าไฟฟ้าที่รับซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเงินสดทุกเดือน แต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากหน่วยงานเจ้าของระบบไฟฟ้าสาธารณะได้โดยตรง จึงอาจส่งผลให้เกิดปัญหากระแสเงินสดและภาระหนี้สะสม
5. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องต้นทุน 10 สตางค์
การศึกษาพบว่า ประชาชนจำนวนมากเข้าใจว่าค่าไฟฟ้าสาธารณะมีต้นทุนราว 10 สตางค์ต่อหน่วย แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนที่รวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานมีเพียงประมาณ 5–6 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น ทำให้ข้อเรียกร้องให้ลดค่าไฟลง 10 สตางค์ต่อหน่วย โดยอ้างการตัดภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะ อาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และสะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบ มากกว่าการปรับลดเฉพาะบางองค์ประกอบของต้นทุน
เปิดแผน ปฏิรูปค่าไฟฟ้าสาธารณะ
ข้อเสนอ โดย TDRI ระบุให้รัฐบาลใช้แนวทาง "ลดการใช้พลังงานก่อนผลักภาระงบประมาณ" โดยเร่งลงทุนเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างสาธารณะทั่วประเทศเป็นหลอดไฟ LED พร้อมระบบควบคุมอัจฉริยะ ก่อนทยอยโอนภาระค่าไฟฟ้าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานด้านทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
การเปลี่ยนเป็นหลอด LED จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 50-70 ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายของท้องถิ่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยหลีกเลี่ยงการผลักภาระไปสู่ประชาชนผ่านการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น
ในด้านรูปแบบการลงทุน ข้อเสนอสนับสนุนให้ใช้โมเดล Utility-led ESCO (Shared Savings) โดยให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้ลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟ LED ให้ก่อน จากนั้นจึงทยอยคืนทุนผ่านเงินค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ในแต่ละเดือน
แนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านงบลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้สามารถจัดซื้ออุปกรณ์ในปริมาณมากจนได้ต้นทุนที่ต่ำลง พร้อมอาศัยศักยภาพของการไฟฟ้าในการติดตั้ง บำรุงรักษา และบริหารระบบในระยะยาว
อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การยกเลิกการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับระบบไฟสาธารณะ แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าแทน หรือ Calculated Unmetered Billing โดยคำนวณจากจำนวนโคมไฟ กำลังไฟฟ้า และชั่วโมงการใช้งาน ซึ่งเหมาะกับไฟถนนที่มีรูปแบบการใช้ไฟคงที่ หรือใช้ระบบ Virtual Metering ที่รับข้อมูลจากระบบบริหารโคมไฟอัจฉริยะ (CMS) ส่งเข้าสู่ศูนย์กลางโดยตรง
แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการติดตั้งมิเตอร์หลายแสนชุด ลดค่าเดินสายไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายในการจดหน่วยไฟฟ้า
มาตรการเร่งด่วน
สำหรับมาตรการเร่งด่วนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ข้อเสนอเสนอให้การไฟฟ้าบันทึกค่าไฟฟ้าของหน่วยงานภาครัฐเป็นบัญชีลูกหนี้รอเรียกเก็บ เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่อง ก่อนนำยอดไปหักลบกับรัฐบาลกลาง รวมทั้งให้ กฟผ. ปรับลดราคาขายส่งไฟฟ้าเฉพาะส่วนที่เป็นไฟสาธารณะในช่วงเปลี่ยนผ่าน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้คณะรัฐมนตรีออกมติบังคับให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะปริมาณมาก เข้าสู่ระบบ ESCO ทันที เพื่อเร่งลดการใช้ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีปริมาณรวมกว่า 2,000 ล้านหน่วยต่อปี
ในระยะสั้นภายใน 1-2 ปี ข้อเสนอแนะให้ปรับนิยาม "ไฟฟ้าสาธารณะ" ใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความปลอดภัย ประกาศใช้ระบบคิดค่าไฟแบบไม่ใช้มิเตอร์เป็นมาตรฐาน และเริ่มดำเนินโครงการ ESCO กับหน่วยงานด้านทางหลวง
ส่วนระยะยาว ภายใน 5 ปี หลังจากเปลี่ยนระบบไฟสาธารณะทั่วประเทศเป็น LED แล้ว จึงเสนอให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนการใช้ไฟฟ้าของตนเองอย่างแท้จริง พร้อมยกระดับสู่ระบบไฟฟ้าสาธารณะอัจฉริยะทั่วประเทศ
เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานด้วยเทคโนโลยี และป้องกันไม่ให้การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสาธารณะกลายเป็นภาระทางการคลังหรือภาษีใหม่ของประชาชนในอนาคต






