
ลุ้น ปิดมหากาพย์ยางค้างสต็อก 14 ปี ขายหมดหวังเคลียร์หนี้ ธ.ก.ส.-ค่าโกดัง ไม่ใช้งบรัฐ
กยท. โละระบายสต๊อกยางกว่า 1.8 หมื่นตัน ชูโมเดล "ขายทอดตลาด" โปร่งใส หวังปิดจ๊อบหนี้ ธกส.-ค่าเช่าโกดัง 7 ปี ขณะที่เกษตรกร ค้านเหมาเข่ง ชี้เกรด STR 20 ต้องไม่ต่ำกว่า 80 บาท/กก. แนะแยกล็อตขายรายย่อย-สหกรณ์ ทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- กยท. เตรียมเปิดประมูลยางพาราเก่าในสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน เพื่อนำเงินไปชำระหนี้สิน
- เป้าหมายหลักคือการนำรายได้ไปปิดบัญชีหนี้กับ ธ.ก.ส. มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท และจ่ายค่าเช่าโกดังที่ค้างชำระ
- การประมูลจัดขึ้นในช่วงที่ราคายางพุ่งสูง โดยคาดว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลมาชดเชย
- มีข้อกังวลจากสมาคมชาวสวนยางฯ ว่าการตั้งราคาเริ่มต้นต่ำและการประมูลแบบเหมาโกดัง อาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ค้ารายใหญ่และทำให้รัฐเสียผลประโยชน์
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กยท. ได้เริ่มดำเนินการระบายสต๊อกยางพารารวมทั้งสิ้น 18,481.39 ตัน ผ่านกระบวนการขายทอดตลาด โดยมีมูลค่าราคาเริ่มต้นรวมกว่า 818 ล้านบาท ซึ่งการกำหนดราคากลางในครั้งนี้ยึดหลักความเป็นธรรม พิจารณาจากปริมาณ สภาพการจัดเก็บ และคุณภาพยางที่ปรากฏจริงในคลังสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพทรัพย์สินที่สุด
เจาะลึก 4 ล็อตใหญ่ ครอบคลุมโกดังสงขลา-ชลบุรี
สำหรับการประมูลในครั้งนี้ได้แบ่งยางออกเป็น 4 ล็อตหลัก ตามสถานที่จัดเก็บ ดังนี้
- โกดังทุ่งสงสวัสดิ์ จ.สงขลา: ปริมาณ 7,254.82 ตัน (ราคาเริ่มต้น 362.20 ล้านบาท)
- โกดังวันชัยสตาร์ 1 จ.สงขลา: ปริมาณ 6,626.60 ตัน (ราคาเริ่มต้น 321.13 ล้านบาท)
- โกดังวันชัยสตาร์ 5 จ.สงขลา: ปริมาณ 2,637.53 ตัน (ราคาเริ่มต้น 125.06 ล้านบาท)
- โกดังซี แอนด์ ที โมดูลาร์ จ.ชลบุรี: ปริมาณ 1,962.44 ตัน (ราคาเริ่มต้น 98.53 ล้านบาท)
ราคาเริ่มต้นเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 48.33-50.54 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งความแตกต่างของราคาขึ้นอยู่กับสภาพยาง คุณภาพการเก็บรักษา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของแต่ละพื้นที่
ยกระดับความโปร่งใส สั่งลาการ "ยื่นซอง" แบบเดิม
นายโกศลระบุว่า ในอดีตกระบวนการระบายยางมักประสบปัญหาและข้อสงสัยเรื่องการล๊อคคุณสมบัติและการใช้วิธียื่นซองเสนอราคาแบบซื้อขายทั่วไปที่เอื้อประโยชน์ให้รายใหญ่ จนนำไปสู่การตรวจสอบโดย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ในครั้งนี้ กยท. ได้เปลี่ยนมาใช้ "การขายทอดตลาด" แทน โดยมีการจ้างบริษัทภายนอก (Outsourcing) มาประเมินราคากลาง และเปิดกว้างให้มีการแข่งขันราคาอย่างเสรีแยกตามคุณภาพคลังสินค้า หากราคาประมูลต่ำเกินไป กยท. มีสิทธิ์ยกเลิกได้ทันทีตามกรอบกฎหมาย
เร่งปิดจ๊อบหนี้สิน ตามมติ ครม. คาดราคาพุ่งเกิน 60 บาท
การเร่งระบายสต๊อกครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ที่ต้องการให้เร่งจัดการก่อนปัญหาหนี้สินจะบานปลาย รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม. ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นปีงบประมาณ
ทั้งนี้ กยท. คาดการณ์ว่าราคาประมูลจริงอาจขยับสูงขึ้นไปมากกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากปัจจุบันตลาดกำลังขาดแคลนยางอย่างหนักและมีความต้องการสูง โดยปริมาณยาง 1.8 หมื่นตันนี้ถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการตลาด จึงมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบให้ราคายางในตลาดดิ่งลง แต่จะเป็นการช่วยจัดหายางไปบดทำยางผสมทดแทนยางแห้งที่ขาดแคลนแทน
กำหนดการและเงื่อนไขการประมูล สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูล กยท. กำหนดเงื่อนไข ดังนี้
- วางหลักประกัน: 3 ล้านบาท
- ตรวจสอบสภาพยาง: วันที่ 10-12 มิถุนายน 2569
- ยื่นซองเสนอราคา: วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ กยท. กรุงเทพฯ โดยต้องเสนอราคาสูงกว่าราคาเริ่มต้น และเพิ่มขึ้นครั้งละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าแผนระบายสต็อกยางพาราครั้งใหญ่ 1.8 หมื่นตัน หวังสะสางหนี้ประวัติศาสตร์กว่า 800 ล้านบาท พร้อมเคลียร์ค่าเช่าโกดังที่ค้างชี้มานานกว่า 7 ปี ชูโมเดลประมูลรายโกดัง เปิดเสรีไร้ล็อกสเปก มั่นใจจังหวะราคายางพุ่งสูงเป็นโอกาสทองปิดบัญชีหนี้โดยไม่ต้องพึ่งงบรัฐชดเชย
นายญาณกิตติ์ ฮารุดิน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานกรรมการระบายยาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการระบายยางพาราในสต๊อกจำนวน 1.8 หมื่นตันว่า กยท. ได้กำหนดรูปแบบการประมูลแบบ "รายโกดัง" โดยไม่มีการประมูลเหมาสวม เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการทุกรายที่มีศักยภาพสามารถเข้าแข่งขันราคาได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ราคาที่สูงที่สุดตามสภาพคุณภาพยางจริงในแต่ละพื้นที่
กางแผนเคลียร์หนี้ 867 ล้าน ปิดปมค่าเช่าค้าง 7 ปี
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการระบายยางในครั้งนี้ คือการนำรายได้ไปชำระหนี้ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จำนวนประมาณ 867 ล้านบาท รวมถึงค่าเช่าโกดังที่ค้างชำระสะสมมาอย่างยาวนาน โดยนายญาณกิตติ์ย้ำว่า จังหวะนี้เหมาะสมที่สุดเนื่องจากราคายางในตลาดดีดตัวสูงขึ้น ทำให้มูลค่ายางเพียงพอต่อการปิดบัญชีหนี้สินทั้งหมด โดยที่รัฐบาลไม่ต้องตั้งงบประมาณมาชดเชยการขาดทุนเพิ่มเติม
“เราต้องการปิดจ๊อบหนี้สินส่วนนี้ให้จบ เพราะหากรอให้ราคายางปรับตัวลดลง มูลค่ายางจะไม่พอกับยอดหนี้ทั้งของ ธกส. และค่าเช่าโกดัง” นายญาณกิตติ์ ระบุ
นอกจากนี้ ยังเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเจ้าของโกดังทั้ง 9 แห่ง ที่ไม่ได้รับค่าเช่ามานานถึง 93 เดือน หรือประมาณ 7 ปี เนื่องจากบริษัทผู้ชนะประมูลเดิม (MT) ประสบปัญหาล้มละลายและทิ้งยางไว้จนกลายเป็นภาระ ทาง กยท. ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเจ้าของโกดังที่ช่วยดูแลรักษาคุณภาพยางให้แม้จะยังไม่ได้รับเงิน และล่าสุดได้ตกลงที่จะไม่คิดดอกเบี้ย ขอเพียงค่าเช่าตามเรตเดิมที่ตารางเมตรละ 80 บาทเท่านั้น
ชูราคาประเมินใหม่-มั่นใจไม่กระทบเกษตรกร
ในส่วนของราคาเริ่มต้นประมูล กยท. ได้ให้สำนักงานตลาดกลางลงพื้นที่ประเมินสภาพยางจริงซ้ำอีกครั้ง ซึ่งพบว่าราคาสูงกว่าที่บริษัทประเมินเดิมเคยทำไว้ โดยตั้งเป้าราคาขายที่สมดุลไว้ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป, แม้ว่าสภาพยางจะเป็นยางแผ่นรวมควันอัดก้อนตั้งแต่ปี 2555 ที่มีสภาพเก่าและอาจต้องนำไปผ่านกระบวนการ Modify ใหม่เพื่อทำเป็นยาง STR ก็ตาม
สำหรับการระบายยางล็อตนี้ นายญาณกิตติ์ ยืนยันว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคายางของพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากปัจจุบันเกิดภาวะเอลนีโญ ทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลาดน้อย เปลือกยางแข็งกรีดน้ำยางไม่ออก ส่งผลให้ราคายางพุ่งสูงถึงกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม จังหวะที่ยางขาดตลาดจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายสต๊อกเก่า
เปิดเสรี-โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ด้านความโปร่งใส กยท. ได้เชิญทั้งสื่อมวลชนและตัวแทนกรรมาธิการอย่าง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพยางจริงเพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยการประมูลครั้งนี้เปิดเสรีสำหรับผู้ประกอบการในประเทศที่มีใบอนุญาตค้ายางตามระเบียบ เพียงวางเงินประกัน 3 ล้านบาท ก็สามารถเข้าดูสภาพยางในโกดังจริงและยื่นประมูลได้ทันที
“หากการประมูลเสร็จสิ้นและมีเงินเหลือจากการชำระหนี้ ธกส. และค่าเช่าโกดังแล้ว กยท. จะนำเงินส่วนที่เหลือส่งคืนคลังทั้งหมด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ” นายญาณกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย
"อุทัย" ค้าน กยท. ระบายสต็อกยาง "เหมาเข่ง"
ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีการระบายสต็อกยางพาราของรัฐบาล โดยแสดงความกังวลต่อแนวทางการระบายยางที่อาจส่งผลเสียต่อกลไกราคาและงบประมาณของรัฐ โดยระบุว่า การตั้งราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 48-50 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เป็นราคาที่ต่ำเกินไปอย่างมากเมื่อเทียบกับคุณภาพยาง
เทียบชัด "ยางแท่ง 100% ราคาเท่าขี้ยาง" รัฐเสียประโยชน์
ดร.อุทัย ให้ความเห็นว่า ยางในสต็อกเป็นยางแท่งเกรด STR 20 ซึ่งมีเนื้อยางแห้ง (DRC) เกือบ 100% แต่กลับมีการตั้งราคาเทียบเท่ากับ "ยางก้อนถ้วย" หรือ "ขี้ยาง" ที่มีเนื้อยางเพียง 50% และปัจจุบันราคาตลาดของขี้ยางก็พุ่งสูงถึง 48 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ดังนั้น ยางแท่งคุณภาพสูงกว่าควรมีราคาไม่ต่ำกว่า 80 บาทต่อกิโลกรัม เพราะในขณะนี้ยางแผ่นรมควันราคาทะลุเกือบ 100 บาทต่อกิโลกรัมไปแล้วเนื่องจากภาวะยางขาดตลาด
ส่วนข้อกังวลเรื่องยางเสื่อมสภาพหรือถูกน้ำท่วมนั้น ดร.อุทัยชี้แจงว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพยาง (Reprocessing) เพื่อให้ออกมาเป็นยางแท่งที่สวยงามและมีคุณภาพดีเหมือนเดิมนั้น อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 2-4 บาทเท่านั้น ซึ่งคุ้มค่ากว่าการนำมาเร่ขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
เตือนระวัง "ฮั้วประมูล" รายใหญ่แบ่งเค้กส่วนต่างกำไร
นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางฯ แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อวิธีการขายแบบ "ล็อตใหญ่" หรือเหมาเข่ง เพราะจะเปิดโอกาสให้ พ่อค้ารายใหญ่เพียง 5-6 ราย เข้ามาสมคบกันกำหนดราคา (ฮั้ว) เพื่อแบ่งผลประโยชน์ส่วนต่างกำไรที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 30-40 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเงินส่วนนี้แทนที่จะตกเป็นของรัฐ กลับต้องไปอยู่ในมือกลุ่มอิทธิพลที่ตัดสินใจระบายยาง
เสนอทางออก "แยกขายล็อตละ 100 ตัน" กระจายรายได้สู่รายย่อย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อรัฐและเกษตรกร ดร.อุทัยได้เสนอแนวทางการระบายยาง ดังนี้:
- กระจายขายตามตลาดกลางทั่วประเทศ: เช่น ตลาดกลางระยอง, ฉะเชิงเทรา, บุรีรัมย์, หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี เพื่อให้พ่อค้าในท้องถิ่นเข้าถึงยางได้
- แบ่งขายล็อตเล็ก ล็อตละ 100 ตัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและสหกรณ์การเกษตรที่มีกำลังซื้อสามารถเข้าประมูลได้
- ใช้ระบบวันเว้นวัน: หากทยอยขายวันละ 300-400 ตัน คาดว่าจะใช้เวลาเพียง 15 วัน หรือไม่เกิน 1 เดือน ก็สามารถระบายสต็อกทั้งหมดได้
"เราไม่ได้ต้องการค้านเพื่อขัดขวางการทำงาน แต่เป็นการให้ข้อเสนอแนะในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและป้องกันไม่ให้ราคายางในตลาดตกต่ำลงจากการระบายยางผิดวิธี" ดร.อุทัย กล่าวทิ้งท้าย
อนึ่ง ยางในสต็อกรัฐบาล มี 2 โครงการ
1.โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง (รัฐบาลยิ่งลักษณ์) โดยกำหนดราคายางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ชี้นำตลาด กิโลกรัม (กก.) ละ 120 บาท ซื้อยางรวม 212,916 ตัน มูลค่า 21,069.9 ล้านบาท เฉลี่ย กก. ละ 98.94 บาท
2.โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง หรือบัฟเฟอร์ฟันด์ (รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ) มีเป้าหมายซื้อยางชนิดต่าง ๆ โดยกำหนดราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ซื้อชี้นำตลาด กก. ละ 60 บาท ซื้อยางรวม 148,799 ตัน มูลค่า 8,889.3 ล้านบาท เฉลี่ย กก. ละ 59.74 บาท รวมปริมาณยาง 2 โครงการ 3.7 แสนตัน







