thansettakij
thansettakij
RCEP ความตกลงการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก ไทยได้แต้มต่ออะไรบ้าง

RCEP ความตกลงการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก ไทยได้แต้มต่ออะไรบ้าง

11 มิ.ย. 69 | 07:26 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มิ.ย. 69 | 07:56 น.

RCEP หรือความตกลงการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก เชื่อม 15 ประเทศ ครอบคลุมประชากรกว่า 2,200 ล้านคน เปิดทางสินค้าไทยกว่า 3.9 หมื่นรายการเข้าตลาดภาษีต่ำถึงศูนย์ ไทยได้แต้มต่ออะไรบ้างเช็กที่นี่

KEY

POINTS

  • ลดและยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยกว่า 3.9 หมื่นรายการ โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
  • ใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกัน (Common ROO) ทั้ง 15 ประเทศ ช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกในภูมิภาค
  • เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจบริการ การลงทุน และ E-commerce ของไทยสามารถขยายสู่ตลาดประเทศสมาชิกได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น

RCEP หรือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership) คือ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยเป็นการรวมตัวกันของ 15 ประเทศ แบ่งเป็น 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน จับมือร่วมกับ 5 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ ความตกลงดังกล่าวครอบคลุมประชากรกว่า 2,200 ล้านคน (ราว 30% ของประชากรโลก) และมีมูลค่า GDP รวมกันกว่า 1 ใน 3 ของโลก ถือเป็นกลไกสำคัญในการรื้อถอนกำแพงภาษี ล้างกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

เปิด 5 ผลประโยชน์ประเทศไทยได้อะไรจาก RCEP

จากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์และศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำ ชี้ชัดว่า RCEP คือ "สปริงบอร์ด" ชิ้นสำคัญที่สร้างแต้มต่อให้ภาคการส่งออกและธุรกิจบริการของไทย ดังนี้

1. กำแพงภาษีเป็น "ศูนย์" สินค้าไทยฉลุยกว่า 3.9 หมื่นรายการประเทศสมาชิก RCEP ร่วมกันลดและยกเว้นภาษีศุลกากรให้กับสินค้าส่งออกของไทยมากกว่า 90% โดยมีสินค้าที่ภาษีเหลือ 0% ทันทีเกือบ 30,000 รายการ โดยเฉพาะ 3 ตลาดใหญ่อย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ยอมเปิดตลาดเพิ่มเติมให้สินค้าไทย เช่น

  • กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป ผลไม้สด/แปรรูป สินค้าประมง แป้งมันสำปะหลัง น้ำมะพร้าว ยางพารา
  • กลุ่มอุตสาหกรรม รถยนต์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องแต่งกาย

 

RCEP หรือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค


2. "กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียว" (Common ROO) ปลดล็อกซัพพลายเชน

จุดเปลี่ยนของต้นทุนผู้ผลิตไทย เดิมทีการใช้สิทธิ FTA แยกฉบับมีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น อาเซียน-จีน ใช้ Form E, อาเซียน-ญี่ปุ่น ใช้ Form AI แต่ RCEP รวมกฎเกณฑ์และแบบฟอร์มรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ามาอยู่ภายใต้ มาตรฐานเดียวกันทั้ง 15 ประเทศ สิทธิประโยชน์เด่น โรงงานไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศสมาชิก A มาแปรรูปในไทย แล้วส่งออกไปขายประเทศสมาชิก B

โดยสามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO) ร่วมกันได้ ทำให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเหมือนเดิม ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่เนื้อหอมทันที

3. ศุลกากร "ติดสปีด" ด่านตรวจปล่อยสินค้าไวสุดใน 6 ชั่วโมง

RCEP กำหนดกรอบเวลาการปฏิรูปพิธีการทางศุลกากรที่ชัดเจน ณ ด่านนำเข้าของทุกประเทศสมาชิก

  • สินค้าเร่งด่วน/สินค้าเน่าเสียง่าย เช่น ผลไม้สด อาหารทะเล ต้องตรวจปล่อยให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ชั่วโมง
  • สินค้าทั่วไป ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง

มาตรการนี้ช่วยลดความเสียหายและต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ของผู้ประกอบการไทยได้อย่างมหาศาล

4. เปิดประตู "ธุรกิจบริการและการลงทุน" ที่ไทยเชี่ยวชาญ

ความตกลงนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนและแรงงานฝีมือไทย ขยายการลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้นในสัดส่วนการถือหุ้นที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการที่ไทยเป็นผู้นำตลาด เช่น ธุรกิจบริการสุขภาพและความงาม (Wellness), การท่องเที่ยว/โรงแรม, ธุรกิจก่อสร้าง, แอนิเมชัน-ภาพยนตร์ และธุรกิจค้าปลีก

5. อาวุธลับดัน SMEs ไทย บุกตลาด "E-commerce" ข้ามพรมแดน

RCEP มีบทบัญญัติที่บังคับให้ทุกประเทศสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เป็นสากล เช่น การรับรองลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์, การโอนย้ายข้อมูลเกตเวย์อย่างปลอดภัย และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ส่งผลให้กลุ่ม SMEs และแบรนด์ไทยสามารถขยายหน้าร้านออนไลน์ไปเจาะกลุ่มผู้ซื้อใน จีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ได้โดยตรง ปลอดภัย และไร้รอยต่อ

สุดท้าย RCEP ไม่ใช่แค่เรื่องของการ "ลดภาษี" แต่คือการ "ปฏิรูปโครงสร้างการค้า" ครั้งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค แม้ไทยจะได้ประโยชน์มหาศาลจากขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ในทางกลับกัน สินค้าจากต่างประเทศ ก็จะทะลักเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้นเช่นกัน