
เจาะผลงาน 2 เดือน ’อนุทิน 2’ ฝ่าวิกฤตพลังงาน เดิมพันกู้ 4 แสนล้าน
ครบ 2 เดือนรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ปรับนโยบายเศรษฐกิจกลางวิกฤตพลังงาน ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดกำลังซื้อ-ดูแลค่าครองชีพ
KEY
POINTS
- รัฐบาลเผชิญวิกฤตราคาพลังงานหลังเข้ารับตำแหน่ง จึงออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ
- ปรับเปลี่ยนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจาก "คนละครึ่งพลัส" เป็น "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40" โดยใช้งบจากเงินกู้เป็นหลัก
- เปลี่ยนแนวทางการจัดการราคาพลังงานจากการตรึงราคา มาเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพโดยตรงแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายและภาคขนส่ง
ครบ 2 เดือน นับตั้งแต่รัฐบาล ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ “10 พลัส ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” โดยรัฐบาลประกาศเป้าหมายเร่งฟื้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเข้ารับหน้าที่ รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวน และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่บีบให้รัฐบาลต้องปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านจากที่เคยประกาศไว้ในช่วงแถลงนโยบาย
จาก “คนละครึ่งพลัส” สู่ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”
หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่รัฐบาลประกาศตั้งแต่วันแรกคือ การเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและฟื้นการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับมาตรการลดต้นทุนให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอี
แต่เมื่อเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานและข้อจำกัดทางการคลัง รัฐบาลได้ปรับรูปแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท หรือพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อนำมาใช้บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพและรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ผลลัพธ์คือ การเกิดขึ้นของ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งยังคงหลักการร่วมจ่ายระหว่างรัฐและประชาชนเช่นเดียวกับคนละครึ่ง แต่เพิ่มสัดส่วนการสนับสนุนจากภาครัฐเป็น 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40%
โครงการดังกล่าว กำหนดวงเงินสนับสนุนสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ใช้งบประมาณกว่า 175,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านคนทั่วประเทศ แต่มี ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 26 ล้านคน ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐบาลในช่วงเริ่มต้นการบริหารประเทศ
รัฐบาลประเมินว่า มาตรการดังกล่าว จะช่วยรักษากำลังซื้อของภาคครัวเรือนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง พร้อมช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ
เปลี่ยนจากตรึงราคาน้ำมัน สู่ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ แนวทางบริหารจัดการราคาพลังงาน หลังจากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งขณะนั้น นายกฯ อนุทิน อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร 15 วัน แต่สงครามตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลได้ตัดสินใจปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนตามกลไกตลาดมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือเป็นการอุดหนุนค่าครองชีพแก่ประชาชนโดยตรง จากเดิมทีที่รัฐบาลมีแนวคิดใช้มาตรการภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาพลังงานในประเทศ แต่ภาระทางการคลังก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการใช้ทรัพยากรงบประมาณอย่างตรงจุดมากขึ้น แทนการอุดหนุนราคาพลังงานในภาพรวมที่อาจทำให้ผู้มีรายได้สูงได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับกลุ่มเปราะบาง
เพิ่มสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิมเดือนละ 300 บาท เป็นเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน
มาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนกลุ่มเปราะบาง
“การเพิ่มวงเงินช่วยเหลือครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลใช้ควบคู่กับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อดูแลทั้งประชาชนทั่วไปและกลุ่มรายได้น้อยไปพร้อมกัน”
ช่วยภาคขนส่งรับต้นทุนน้ำมันพุ่ง
นอกจากภาคครัวเรือนแล้ว ภาคขนส่งยังเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
รัฐบาลจึงอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 180,332 คัน โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) วงเงิน 601 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังจัดสรรงบกลางอีก 1,458 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทางจำนวน 287,175 คัน ผ่านการลงทะเบียนและโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงคมนาคม
มาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และป้องกันการส่งผ่านต้นทุนไปสู่ราคาสินค้าและค่าขนส่งในระบบเศรษฐกิจ
ดัน AI ยกระดับร้านค้ารายย่อย
นอกจากมาตรการด้านการคลังและสวัสดิการ รัฐบาลยังพยายามยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายย่อย ที่เข้าร่วมโครงไทยช่วยไทยพลัส ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ล่าสุดได้เปิดตัว “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงสนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจของร้านค้าชุมชน
ในระยะต่อไป รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาระบบ AI ดังกล่าวให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการขาย พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวโน้มทางธุรกิจแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแข่งขันได้ดีขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัล
โจทย์ใหญ่หลัง 2 เดือนแรก
แม้มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาล "อนุทิน 2" ดำเนินการในช่วง 2 เดือนแรกจะมุ่งเน้นการบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อภายในประเทศ แต่โจทย์สำคัญที่ยังต้องติดตามคือประสิทธิผลของการใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
ขณะที่สถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงภาระหนี้สาธารณะและข้อจำกัดทางการคลังที่อาจกลายเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการทำงานตลอด 60 วันแรกสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเลือกใช้นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการอัดฉีดเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากเป็นเครื่องมือหลักในการประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลกที่ยังไม่คลี่คลาย







