
รัฐบาลลุย ‘ซูเปอร์ไลเซนส์’ ปลดล็อกธุรกิจ ยื่นขออนุญาตใบเดียวจบ
ภาคเอกชน เฮ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ รื้อโครงสร้างราชการ ชู Super License ยื่นขออนุญาตใบเดียวจบ ยกระดับความรวดเร็วและโปร่งใสในการติดต่อราชการไทย
KEY
POINTS
- รัฐบาลผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อใช้ระบบ "ซูเปอร์ไลเซนส์" ให้ผู้ประกอบการยื่นขอใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียว เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและอำนวยความสะดวกแบบจุดเดียวจบ
- กฎหมายใหม่มุ่งลดการคอร์รัปชันโดยจำกัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และใช้มาตรการ "อนุญาตโดยปริยาย" หากการพิจารณาคำขอล่าช้าเกินกำหนด
- ปฏิรูประบบสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยห้ามหน่วยงานรัฐเรียกสำเนาเอกสารที่รัฐออกเอง และผลักดันการใช้ข้อมูลชุดเดียว (Single Data) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
ก้าวสำคัญของประเทศไทยในการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ผ่านร่าง พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งกำลังจะประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา หลังจากได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กฎหมายฉบับนี้เป็นการยกเลิกฉบับเดิมปี 2558 เพื่อปรับปรุงให้ทันต่อยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก โดยมีหัวใจสำคัญคือการรื้อโครงสร้าง “ดุลพินิจ” และนำระบบ Super License มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชน ลดขั้นตอนซํ้าซ้อน และปิดช่องโหว่การคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
Super License : หมัดเด็ดปลดล็อกธุรกิจ “จุดเดียวจบ”
แหล่งข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ รัฐบาลได้ผลักดันระบบ ใบอนุญาตหลัก (ซูเปอร์ไลเซนส์ : Super License) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ต้องขออนุญาตจากหลายหน่วยงานหรือหลายกระบวนการ สามารถขอเพียง “ใบอนุญาตหลัก” ใบเดียว และให้ถือว่าได้รับใบอนุญาตรองที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำขอใหม่ซํ้าซ้อน
มาตรการนี้จะเปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจจากการที่ต้องเดินทางไปหลายกระทรวงให้เหลือเพียงการติดต่อผ่าน “ศูนย์รับคำขอกลางทางอิเล็กทรอนิกส์”เพียงจุดเดียว
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงอายุใบอนุญาตให้มีระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อลดภาระการยื่นขอต่ออายุที่ซํ้าซ้อน และมีการจัดทำแบบฟอร์มภาษาอังกฤษเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ
อวสาน “ดุลพินิจ” และ“การดึงเวลา” เพื่อเรียกรับสินบน
กฎหมายฉบับใหม่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ระบบราชการด้วยการใช้มาตรการ “อนุญาตโดยปริยาย” (Implied Permission) ตามมาตรา 19 ซึ่งระบุว่าสำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงไม่สูง หากเจ้าหน้าที่พิจารณาไม่เสร็จตามกำหนดเวลาในคู่มือสำหรับประชาชน และไม่มีการแจ้งขยายเวลา ให้ถือว่าคำขอนั้นได้รับอนุมัติโดยปริยายทันที
มาตรการนี้จะปิดทางเจ้าหน้าที่ที่จงใจดึงเรื่องล่าช้าเพื่อเรียกรับเงินใต้โต๊ะหรือส่วย
อีกทั้งยังบังคับให้หน่วยงานรัฐต้องระบุ “แนวทางการใช้ดุลพินิจ” เป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในคู่มือสำหรับประชาชนอย่างชัดเจน หากเจ้าหน้าที่ตัดสินใจนอกเหนือจากเกณฑ์ที่ประกาศไว้ จะถือว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายทันที ซึ่งถือเป็นการติดอาวุธให้ประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ให้ตระหนักว่า “ประชาชนคือประธานแห่งสิทธิ” ไม่ใช่ผู้มาขอรับความเมตตา
ยกระดับสู่ Digital Government และ Single Data
ในการก้าวสู่การเป็น “รัฐบาล AI” กฎหมายใหม่ในมาตรา 11 ได้ห้ามหน่วยงานรัฐเรียกสำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารที่รัฐเป็นผู้ออกเอง และมาตรา 16 บังคับว่าหากยื่นคำขอทางอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เสร็จภายใน“วันทำการถัดไป”
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบติดตามเรื่องร้องเรียนแบบดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเช็กสถานะได้แบบเรียลไทม์เหมือนการตรวจสอบพัสดุผ่านแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมองว่าความท้าทายสำคัญคือการบูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวงซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีเพื่อให้ระบบสมบูรณ์ แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใส ซึ่งเปรียบเสมือน “ยาฆ่าเชื้อคอร์รัปชัน” ที่ดีที่สุด
ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่สมาชิก OGP ในเวทีโลก
ความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายนี้ยังเป็นบันไดสำคัญให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก ภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) หลังจากที่ไทยผ่านเกณฑ์การประเมินหลักในเดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งด้านความโปร่งใสทางการเงิน การเข้าถึงข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน
การเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ และเปิดโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับสากล ภายใต้แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ที่มุ่งเน้นธรรมาภิบาลดิจิทัลและการต่อต้านการทุจริตอย่างยั่งยืน
บริการพิเศษ Express Service โปร่งใส-ถูกกฎหมาย
นอกจากมาตรการทั่วไปแล้ว กฎหมายยังเปิดทางให้มี ช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน (Express Service) ตามมาตรา 35 สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยสามารถเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มตามเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเป็นการนำ“ค่าธรรมเนียมความเร็ว” จากใต้โต๊ะขึ้นมาอยู่บนดินอย่างโปร่งใส โดยเงินส่วนหนึ่งจะถูกนำกลับไปพัฒนาประสิทธิภาพการบริการของหน่วยงานนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น
การปฏิรูปผ่าน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมายตามปกติ แต่เป็นการ “รื้อโครงสร้างอำนาจ” เพื่อสร้างระบบราชการที่รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
เอกชนหนุนใช้ Single Dataเอื้อประโยชน์เอกชน
นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปกติผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องเตรียมเอกสารและเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน ในการขอใบอนุญาตหรือดำเนินการเรื่องเอกสารต่าง ๆ เช่น หากต้องการเปิดโรงงานอาหาร ผู้ประกอบการต้องให้ข้อมูลกับทั้งกรมโรงงาน (อุตสาหกรรม) และต้องไปขออนุญาตกับทาง อย.ต่ออีก ซึ่งมีความยุ่งยากมาก
ดังนั้น แนวคิดและที่มาของนโยบาย Super License ที่รัฐบาลจะทำเพื่อให้เป็น One-Stop Service ในมุมมองและตอบรับจากผู้ประกอบการ หากนโยบายนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งจะมีความเกี่ยวเนื่องกับการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันในลักษณะของ “รัฐบาล AI” เพื่อให้การทำงานต่าง ๆ ของภาครัฐง่ายขึ้น ลดความซํ้าซ้อนของการทำงานได้ดี
“การใช้ข้อมูลชุดเดียว หรือ Single Data แล้วทุกกระทรวงหรือทุกฝ่ายสามารถดึงไปใช้ร่วมกันได้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่อุปสรรคและความท้าทายในการดำเนินงานให้สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันแต่ละกระทรวงมักไม่ค่อยแบ่งปันข้อมูลกันโดยตรง หรือแบ่งปันเพียงเป็นช่วง ๆ เมื่อมีการขอใช้เท่านั้น ไม่ได้เปิดกว้างให้เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ทันที”
ดังนั้น ทุกกระทรวงต้องมีระบบการจัดสรรข้อมูลที่คล้ายคลึงกันเพื่อให้คนกลางสามารถลิงก์ข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ และอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำตามรอบงบประมาณแล้วพอจบปีงบประมาณก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่
จากมุมมองส่วนตัวคาดว่าระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้คงไม่จบภายในปีเดียว เพราะขั้นตอนการจัดการข้อมูลเดิมของแต่ละหน่วยงานน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี และหากจะสร้างทุกอย่างให้ใช้งานได้จริงน่าให้จะใช้เวลานาน 2-3 ปี แต่หลังจากรวมข้อมูลเสร็จแล้ว การนำข้อมูลมาประมวลผลในรูปแบบต่าง ๆ จะไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป
ประเด็นนี้นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ในอนาคตและการนำ AI มาใช้เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบใน “แบบฟอร์มเดียว” ช่วยให้ผู้ประกอบการส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด แม้ความคาดหวังว่าระบบจะสมบูรณ์แบบในเร็ววันอาจจะยังไม่สูงนัก แต่เพียงแค่ภาครัฐมีแนวคิดริเริ่มในการบูรณาการข้อมูลและนำ AI มาใช้เช่นนี้ ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
สปน.มั่นใจ ใช้ระบบดิจิทัลช่วยลดสินบน
ด้าน นายสมพาศ นิลพันธุ์ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ประชาชน 1111 ให้สัมภาษณ์กับฐานเศรษฐกิจว่า มีการผลักดันศูนย์ราชการสะดวก (GECC) เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นต้นตอของการเรียกรับผลประโยชน์ โดยมีการผลักดันให้การนำระบบดิจิทัลเข้ามาจับ เมื่อบริการรัฐสะดวกและรวดเร็ว ประตูปิดรับเงินใต้โต๊ะก็จะถูกล็อกโดยอัตโนมัติ เพราะความโปร่งใสคือยาฆ่าเชื้อคอร์รัปชันที่ดีที่สุด
“สำหรับผม ความทุกข์ของประชาชนต้องมีวันหมดอายุ และรัฐบาลดิจิทัลคือคำตอบที่จะทำให้คำว่า ความเป็นธรรม ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ผมมีความสุขจากการได้เห็นประชาชนที่เคยยากไร้และสิ้นหวัง กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง จากการเข้าถึงบริการรัฐที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใสและเป็นธรรม” นายสมพาศ กล่าว
ที่มาเนื้อหา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,206 วันที่ 4 - 6 มิ.ย. 2569 วางแผงแล้ววันนี้ และในรูปแบบ E-Book ทาง https://www.ookbee.com/Shop/Magazine/THANSETTAKIJ







