
รัฐบาล Kick off ‘สินค้าไทยช่วยไทย’ ชอปได้ ‘ที่ว่าการอำเภอ’ ทั่วไทย
รัฐบาล คิกออฟไทยช่วยไทยขายที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศครั้งแรก ลดสินค้าเกิน3,000รายการสูงสุด58% ทุกวันศุกร์เดือนพ.ค. ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนทั่วถึง
KEY
POINTS
- รัฐบาลเปิดโครงการ "สินค้าไทยช่วยไทย" โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศเป็นจุดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน
- เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ นำสินค้าที่จำเป็นกว่า 3,000 รายการ รวมถึงสินค้า OTOP มาลดราคาสูงสุด 58%
- ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงตรวจเยี่ยมการ kick off การจำหน่ายสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ โดยในวันนี้ ( 1 พฤษภาคม 2569) เป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน และนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศเป็นจุดกระจายสินค้าด้วย
นายอนุมิน กล่าวว่า การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (Makro, Lotus’s), บิ๊กซี (Big C), เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (Tops), เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) และซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป (CJ More/CJ Supermarket) และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อนำสินค้า House Brand และสินค้าราคาโปรโมชันมาจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ลดราคาสูงสุดถึง 58%
โดยได้คัดเลือกประเภทสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส รวมมากกว่า 3,000 รายการรวมไปถึงยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ
"จากการสำรวจความต้องการและราคาสินค้าในวันนี้ พบว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมเลือกซื้อจากประชาชน ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผงซักฟอก ข้าวสาร และน้ำมันพืช ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นที่มีการใช้ต่อเนื่องในทุกครัวเรือน และมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดอย่างชัดเจน”
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลคาดหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนไทยมีต้นทุนค่าครองชีพที่ต่ำลง เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีและยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในประเทศ ช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายกรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้าย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยจะขยายผลการดำเนินงานให้กว้างขึ้นต่อไป และเพิ่มความหลากหลายให้สินค้ามากขึ้นสอดรับกับความต้องการของประชาชน ประกอบกับช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ในท้องถิ่น
โดยเร็วๆ นี้ มีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องกว่า 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวด้วย
โดยตั้งแต่มีการเปิดหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีภาคเอกชนจากทุกหลายภาคส่วนประสงค์จะเข้ามาร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ภายใต้ไทยช่วยไทยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้า‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพได้ ณ ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านของท่าน เริ่มจำหน่ายทุกวันศุกร์ที่ 1,8,15,22 และ 29 ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 (รวม 5 ครั้ง) ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.
ขณะเดียวกันยังสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทุกจังหวัดทั่วประเทศ และห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเสมอภาค และกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสเลือกซื้อสินค้าราคาถูก คุณภาพดี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่าง ‘ผู้ขายอยู่ได้ ผู้ซื้ออยู่รอด’
โดยภาครัฐจะเข้าไปสนับสนุนผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่าย และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศผ่านการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค ชุมชน และร้านค้าท้องถิ่นทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเขตเมืองหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่





