
นักวิชาการชี้งบ 7 พันล้านไม่พอแก้วิกฤต เตือนรัฐช่วยไม่ตรงจุด-ประชาชนยังหนัก
อนุสรณ์ ธรรมใจชี้งบประมาณ 7 พันล้านบาทไม่พอแก้วิกฤต เตือนรัฐช่วยไม่ตรงจุด ประชาชนยังหนัก ระบุฟื้นฟูเชื่อมั่นไม่ได้การงทุน บริโภคไม่ขยายตัว
KEY
POINTS
- นักวิชาการชี้ว่ามาตรการเยียวยาด้วยงบ 7 พันล้านบาทไม่เพียงพอและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะเป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้น และไม่ได้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนและผู้มีหนี้สินโดยตรง
- ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากมีภาระหนี้สินสูงอยู่แล้ว ประกอบกับความไม่มั่นคงในอาชีพและขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ
- งบประมาณสำหรับภาคขนส่งอาจไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงขึ้น และรัฐบาลยังขาดแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืน
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 4 มาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤติจากงบกลาง 7 พันล้านบาทไม่ตอบโจทย์เพราะเศรษฐกิจและสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ต้องมุ่งเป้าช่วยเหลือคนยากจน แรงงานอิสระที่มีรายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สินล้นพ้นตัว และกลุ่มผู้ว่างงาน
มาตราเร่งด่วนของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาความยากลำบากและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ระดับหนึ่งในระยะสั้นเท่านั้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังตกต่ำ สิ่งนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หากไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการบริโภคจะไม่ขยายตัว
มาตรการให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำทั้งการปรับตัวด้านพลังงานและประหยัดพลังงาน คนส่วนใหญ่อาจไม่กล้าก่อหนี้เพิ่มในภาวะเช่นนี้ เพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้สูงมากอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะความไม่มั่นคงในงานเพิ่มเติมเข้ามาอีก ส่วน มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง ในวงเงิน 2,061 ล้านบาทนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงเป็นขาขึ้นไปอีกนาน มาตรการสำหรับ SMEs สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 100,000 ล้านบาท มาตรการผ่อนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างคู่สัญญาภาครัฐต้องมีหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนจาก กรมบัญชีกลาง เพื่อไม่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นเอื้อประโยชน์เครือข่ายบนภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น
การใช้มาตรการสี่ระดับได้ผลดีกว่าในภาวะวิกฤตการณ์พลังงาน การใช้มาตรการเร่งด่วนระยะสั้นเป็นรอบๆไป คือ ระดับที่หนึ่ง ต้องมีมาตรการฉุกเฉิน รวดเร็ว เชิงรุก เป็นการช่วยเหลือในวงกว้าง แต่ต้องมีกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน การมีมาตรการฉุกเฉินเพื่อหยุดการไหลลงของเศรษฐกิจสู่วิกฤตการณ์ แต่ต้องมีกรอบเวลาเพื่อปรับสู่มาตรการระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังและทำให้เกิดปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังซ้อนขึ้นมาอีก
มาตรการในระยะเปลี่ยนผ่าน ถอนมาตรการช่วยเหลือในวงกว้าง มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนยากจน ค่อยๆถอนมาตรการอุดหนุนและชดเชยราคา เพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนปรับตัวตามความเป็นจริงของปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนให้เกิดการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน ไม่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางมากเกินไป
ระดับที่สาม การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ จากประเทศนำเข้าพลังงาน เป็น ประเทศที่สามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านพลังงานได้ ระดับที่สี่ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศให้สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดได้เองโดยไม่ต้องซื้อและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นำไปสู่ ความมั่นคง ความยั่งยืน และ สามารถทำให้ ประชาชน ภาคธุรกิจและภาคการผลิตสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ในราคาที่ถูก
ข้อจำกัดฐานะทางการคลัง ปัญหาธรรมาภิบาลจาก Money Politics ความสัมพันธ์การเมืองอุปถัมภ์เข้มข้นแบบเดิม จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ โดยเฉพาะจะขัดแย้งต่อหลักการสำคัญที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ ว่าจะยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และ การบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เสนอรัฐบาลต้องโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน กระจายอำนาจรับมือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ
นโยบายของรัฐบาลอนุทินระบุว่าจะเก็บอากรสินค้านำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ อาจขัดกับข้อตกลงการค้าเสรี และ อาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ การนำเสนอ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
และการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังไม่ปรากฎในมาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤติและนโยบายของรัฐบาลก็ไม่ได้มีเรื่องดังกล่าวในรายละเอียด นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะไม่สามารถดำเนินให้เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากการปฏิรูปและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง หากไม่มีเจตจำนงทางการเมืองจะไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ และ เจตจำนงนี้ต้องเป็นเป็นไปเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ หากแกนนำรัฐบาลยังอยู่ภายใต้อำนาจของทุนผูกขาด มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ ย่อมไม่สามารถทำการปฏิรูปได้อย่างแท้จริง







