
สงคราม ดันน้ำมันขึ้น 14.3 บาท/ลิตร คนไทยจ่ายเพิ่มวันละ 1.4 พันล้าน
สงคราม 1 เดือนราคาน้ำมันดีเซลพุ่ง 14.3 บาท/ลิตร ดันค่าใช้จ่ายประชาชนเพิ่มวันละ 1,400 ล้านบาท เงินเฟ้อพุ่ง 4.56% GDP หด 0.56% สูญเม็ดเงิน 9.7 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น 14.3 บาทต่อลิตรจากผลพวงของสงคราม ทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 1,400 ล้านบาทต่อวัน
- การขึ้นราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม โดยคาดว่าจะฉุด GDP ของไทยลดลง 0.56% และดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น 4.56%
- ผลกระทบทางอ้อมทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นตามต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจขนส่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การที่น้ำมันแพงตอนนี้จะมีผลกระทบต่อประชาชน 2 ส่วน ได้แก่
1. ผลกระทบโดยตรง สำหรับคนที่ใช้น้ำมัน ซึ่งจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 14.30 บาทต่อลิตร ประชาชนต้องจ่ายค่าเติมน้ำมันเพิ่มประมาณ 1,400 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 42,000 ล้านบาทต่อเดือน
" ซึ่งเงินกว่า 40,000 กว่าล้านบาทต่อเดือน แทนที่ประชาชนจะไปซื้อของอื่น ๆ จะต้องมีการเติมน้ำมัน ขณะเดียวกันน้ำมันเรานำเข้าจากต่างประเทศ นั่นหมายความว่าเงินจะรั่วไหลไปยังต่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคัก"
2. ผลกระทบทางอ้อม คือประชาชนแม้ว่าไม่ได้ใช้น้ำมันแต่ประชาชนต้องซื้อของกินของใช้ โดยทุกอย่างที่ทำการผลิต ทั้งสินค้าสำเร็จรูป อาหารสด มีการขนส่งผ่านน้ำมัน เพราะฉะนั้นการใช้น้ำมันในการขนส่ง จะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยทางหอการค้าไทยประเมินว่า ทุก 1 บาทที่น้ำมันแพงขึ้น จะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ประมาณ 0.3%
ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาน้ำมันขึ้นประมาณเกือบ 50% มีผลต่อต้นทุนการขนส่งอย่างน้อย 10-30% แล้วแต่สินค้า ดังนั้นราคาสินค้าจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนก็ต้องจับจ่ายใช้สอยแพงขึ้น
ดังนั้น ตัวเศรษฐกิจก็จะมีเม็ดเงินสูญหายไปในระยะสั้นในช่วงเดือนสองเดือนประมาณแสนกว่าล้านบาท ซึ่งทำให้เศรษฐกิจมีอาการซึมลง แล้วก็ประชาชนก็จะมีภาระค่าครองชีพสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์สงครามจบเร็วอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ก็ไม่น่าจะสูงมาก คาดว่าจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อประมาณ 2% แต่ว่าถ้าสถานการณ์ของสงครามยืดเยื้อ และน้ำมันแพงขึ้นอีก เงินเฟ้อก็อาจจะทะลุกรอบอยู่ที่ประมาณ 3-4% จนถึงสิ้นปี
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04 % และ มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% ดังนั้น ในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาท/ลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทย ลดลงแล้ว 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งขึ้น 4.56% รวมทั้งยังทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงราว 97,500 ล้านบาท
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า สงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และส่งผลกระทบการเดินเรือ และราคาพลังงานทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 48% (ไม่รวม 2 เม.ย.) จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท เกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก และ ปัญหาปุ๋ยยูเรียตึงตัว
โดยธุรกิจ 10 สาขาแรก ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ 1 .โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม 2. การขนส่งทางทะเล 3. การขนส่งทางชายฝั่ง และทางน้ำภายในประเทศ 4. การขนส่งทางอากาศ 5. การขนส่งทางรถไฟ
6. การขนส่งทางบก 7. การทำเหมืองแร่ดีบุก 8. การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง 9. การขนส่งสินค้าทางบก และ 10. การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ทั้งนี้จะเห็นว่าสาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล







