
ทางรอดวิกฤตพลังงาน เอกชนจี้รัฐคุมค่าการกลั่น-ตรวจสต็อก สกัดกักตุน
พลังงานโลกปั่นป่วน ดันน้ำมันพุ่ง เอกชนจี้รัฐคุมค่าการกลั่น ตรวจสต็อก-สกัดกักตุน หวังลดต้นทุน SME ประคองกำลังซื้อก่อนวิกฤตลุกลามทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยเสนอให้กำหนดเพดานไว้ที่ไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระราคาน้ำมัน
- เสนอให้ภาครัฐตรวจสอบสต็อกน้ำมัน (Stock Check) ของผู้ค้าปลีกอย่างเข้มงวดก่อนการปรับขึ้นราคา เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมันต้นทุนเดิมไว้ขายในราคาใหม่
- เรียกร้องให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่เข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกและการกักตุนที่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
วันนี้ (2 เมษายน 2569) Posttoday ได้จัดงานสัมมนาฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย POWER GAME: WORLD IN CRISIS ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ( TRAINING ROOM 2 ) โดยภายในงานที่มีการเชิญภาครัฐและเอกชน มาแลกเปลี่ยนมุมมอง
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน ทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งมี 3 วิกฤต ได้แก่
วิกฤตที่ 1 ความตื่นตระหนก เวลาเกิดสงคราม แต่ว่ายังไม่มีผลกระทบในภาพรวมที่เกี่ยวกับเรื่องของซัพพลายของน้ำมัน
วิกฤตที่ 2 คือ เริ่มมีผลกระทบต่อซัพพลายแล้ว เริ่มมีการเข้ามาถึง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เวลากระทบซัพพลายแล้วแต่ไม่ถึงกับขาด ยังสามารถเข้าไปหาได้ ยังหาได้อยู่ มีแหล่งอยู่ แต่ราคาสูง
วิกฤตที่ 3 คือ ขาดแคลนน้ำมัน ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ไม่มีทางซื้อเพราะน้ำมันไม่มีของ
ทั้งนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อซัพพลายน้ำมันโลกอย่างรุนแรงน้ำมันหายไปจากระบบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ประมาณ 20% ของการใช้ทั่วโลกสวนทางกับสภาวะก่อนสงครามที่โลกเคยอยู่ในช่วง Over Supply (น้ำมันและ LNG ล้นตลาด) ทำให้ภาพรวมราคาเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้นทันที
นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากพฤติกรรมความไม่โปร่งใสในกลุ่มผู้ค้าปลีกน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปรับขึ้นราคาสูงถึง 6 บาทต่อลิตร พบว่าปั๊มน้ำมันหลายแห่งมีการปิดป้ายประกาศน้ำมันหมดก่อนวันปรับขึ้นราคาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อกักตุนน้ำมันต้นทุนเดิมไว้ขายในราคาใหม่ ซึ่งถือเป็นการสร้างภาระโดยตรงต่อประชาชน
ประเด็นสำคัญ รัฐขาดการตรวจสอบสต็อกน้ำมัน (Stock Check) ที่เข้มงวดก่อนการปรับราคา ทำให้ผู้ค้าปลีกได้รับกำไรส่วนต่างมหาศาลจากน้ำมันสต็อกเดิม
ทั้งนี้ วิกฤตค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินจริง ปัจจุบันค่าการกลั่นน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน พบว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 12.59 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าการกลั่นมาตรฐานปกติที่ควรอยู่ที่ประมาณ 1.40 - 2.00 บาทต่อลิตร (หรือประมาณ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นนี้ถือเป็นลาภลอย ของโรงกลั่น ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระแบกรับส่วนต่างเพื่อชดเชยราคาให้ประชาชน
อย่างไรก็ดี รัฐต้องใช้อำนาจผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สามารถใช้อำนาจบริหารสั่งการให้มีการควบคุม เพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร
ฉะนั้นรัฐคุมค่าการกลั่นให้อยู่ที่ 2 บาท จะสามารถนำส่วนต่างจากค่าการกลั่นปัจจุบัน (12.59 บาท) มาลดราคาหน้าโรงกลั่นได้ทันที เช่น ราคาน้ำมันเบนซิน 95 จากเดิม 30 บาท จะเหลือเพียงประมาณ 17.41 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเป็นการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน SME แบ่งเป็น 4 เซกเมนต์ ได้แก่ ภาคการบริการ การค้า ผลิต และธุรกิจเกษตร ภาคที่ได้รับผลกระทบคือ ธุรกิจเกษตรกับภาคการผลิต ซึ่งมีขนาดใหญ่ของ GDP เป็นอันดับที่ 2
จากข้อมูลของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สสว. พบว่า SME มีต้นทุนเป็นค่าวัตถุดิบอยู่ราวๆ 37-40% ของต้นทุน อีก 22% จะเป็นในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการผลิต การบริหาร มีเรื่องค่าไฟฟ้า สาธารณูปโภคเข้ามาด้วย อีก 11-12% จะเป็นค่าขนส่งและโลจิสติกส์ เพราะฉะนั้นต้นทุนรวมไปกว่า 71-72% ฉะนั้นพอราคาพลังงานเข้ามาเพิ่มสูงขึ้นผู้ประกอบการ SME
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญถึง "การกักตุนน้ำมัน" และ "การลักลอบส่งออก" ทั้งทางบกและทางเรือ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในประเทศ จึงเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ตั๋วน้ำมันนำเข้า ปริมาณการกลั่น จนถึงยอดจ่ายออกของจ๊อบเปอร์และผู้ค้ามาตรา 7
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ภาครัฐพิจารณาทบทวนการคำนวณ ค่าการกลั่น และ ค่าการตลาด โดยตั้งข้อสังเกตว่าไม่ควรปล่อยให้เป็นต้นทุนแปรผันตามราคาน้ำมันโลกจนเกินงาม ควรพิจารณาให้ค่าการตลาดเป็นแบบตายตัว (Fix) และตรวจสอบว่าการกระจายต้นทุนการกลั่นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย
นายแสงชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากจะเสนอหลักการบริหารจัดการต้นทุนและนโยบายภาครัฐ 4 ด้าน
1. ลด คือ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในกลไกราคา
2. ตรึง การรักษาเสถียรภาพราคาที่จำเป็นต่อการผลิต
3. หนุน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ตรงจุด
4. เซฟ การประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคธุรกิจ
ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการไม่ได้คัดค้านการปรับราคาสินค้าหรือพลังงานตามกลไกตลาด แต่ต้องการ "ความโปร่งใส" ต้องไม่มีการลักลอบหรือกักตุนสินค้าเพื่อปั่นราคาโครงสร้างราคาต้องสะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการรายย่อย
ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกถือเป็นส่วนปลายสุดของโซ่อุปทาน ซึ่งตามกลไกปกติ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์หรือต้นทุนที่สูงขึ้นจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน กว่าจะส่งผลกระทบถึงราคาขายปลีก การที่ผู้ผลิตอ้างว่าวัตถุดิบหมดหรือต้องขึ้นราคาทันทีหลังเกิดเหตุเพียง 1 เดือน (ช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคม) จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกต
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่ากลุ่มโมเดิร์นเทรดมีการบริหารจัดการสต็อกสินค้าเฉลี่ย 30-60 วัน ขณะที่ในต่างจังหวัดมีสต็อกประมาณ 60 วัน และในส่วนของซัพพลายเออร์รายใหญ่ควรมีสต็อกวัตถุดิบรองรับได้นานถึง 3-6 เดือน ดังนั้น การกล่าวอ้างเรื่องขาดแคลนวัตถุดิบจนต้องขึ้นราคาในระยะเวลาอันสั้นจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในเชิงบริหารจัดการ
ดร.ฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 15 วันแรกของเดือนมีนาคม พบพฤติกรรมการกักตุนสินค้า จากผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากมีการประกาศปรับขึ้นราคา (กรณีน้ำมัน/สินค้าบางรายการ) ยอดขายกลับดิ่งลงทันที ซึ่งสะท้อนว่าการปรับราคาที่สูงเกินไปส่งผลกระทบต่อกำลังซื้ออย่างรุนแรง
" ภาคของเอกชน เราไม่ค่อยกังวลว่าราคาจะขึ้นเป็นยังไง เราขออย่างเดียวคือให้บอกตรงๆ ว่าราคาจะเป็นยังไง และควรขึ้นเป็นสเต็ปจะได้มีการปรับตัวได้ มีแผนการเตรียมตัวได้"
ทั้งนี้ วิกฤตที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 กำลังนำไปสู่จุดระเบิดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกที่ปัจจุบันประสบปัญหา "สินค้าขาดสต็อก" (Out of Stock) และ "สินค้าขาดเชลฟ์" (Out of Shelf) อย่างมากในต่างจังหวัด ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวที่ "ปัจจัยภายใน" เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ มากกว่าการรอความช่วยเหลือจากรัฐ
ในส่วนของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) แม้สินค้าจำเป็นพื้นฐานจะถูกควบคุมโดยกระทรวงพาณิชย์ แต่สินค้าทั่วไปที่ขาดตลาดจะกลายเป็น "โอกาสทอง" ของแบรนด์รอง เนื่องจากผู้บริโภคที่มีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) สูงในอดีต จะเริ่มเปิดใจลองสินค้าทดแทนเมื่อสินค้าแบรนด์หลักขาดตลาด
นอกจากนี้ อยากให้หยุดให้ความสำคัญกับ ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ควรเปลี่ยนไปใช้ระบบ คุณวุฒิวิชาชีพ หรือการวัดระดับฝีมือแรงงานแทน เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ซึ่งจะทำให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้นตามความสามารถจริง และเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าในยุคเศรษฐกิจใหม่
"ฝากแง่คิดที่สำคัญถึงประชาชนว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว ต้องยอมรับความจริงว่าราคาสินค้าและน้ำมันจะไม่กลับไปอยู่ที่จุดเดิม เช่น ราคาน้ำมัน 30 บาท หรือข้าวแกงจานละ 30-40 บาทอาจไม่มีอีกต่อไป หน้าที่ของภาครัฐคือต้อง สร้างดีมานด์และสร้างงาน เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะอยู่กับระดับราคาสินค้าใหม่ได้"
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่าสถานการณ์ธุรกิจโรงแรมระดับ SME ในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการบริหารจัดการรายได้ให้ถึง "จุดคุ้มทุน" เนื่องจากมีภาระต้นทุนคงที่สูงมาก ขณะที่สินค้าประเภทห้องพักมีข้อจำกัดทางกายภาพที่ไม่สามารถกักตุนไว้ขายได้เหมือนอุตสาหกรรมอื่น หากวันใดขายห้องไม่ได้ รายได้ส่วนนั้นจะหายไปทันที
นอกจากนี้ ปัจจัยลบจากการปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ทำให้ดีมานด์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ อยากเสนอแนะต่อภาครัฐ เพื่อให้ธุรกิจ อยู่รอดเรื่องมาตรการทางภาษี โดยเฉพาะ "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ซึ่งควรพิจารณาลดหย่อนให้ 90% เหมือนในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังขาดแคลนสภาพคล่องอย่างหนักสะท้อนความเหลื่อมล้ำ
นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันราคาเม็ดพลาสติกในตลาดมีการปรับตัวสูงขึ้นทุกสัปดาห์ตามทิศทางราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะก๊าซ LPG ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นทางที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้วกว่า 30-40%
สำหรับทางออกระยะยาวของประเทศไทยคือการเปลี่ยนผ่านสู่ Circular Economy โดยใช้พลาสติกหมุนเวียน เช่น PCR (Post Consumer Resin) หรือพลาสติกชีวภาพ (Bio-based Plastic) แต่ในปัจจุบันยังติดปัญหาสำคัญคือราคาสูงเกินเอื้อมต้นทุนพลาสติกหมุนเวียนสูงกว่าพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ถึง 4 เท่า (4X) รวมถึงขาด Economy of Scale ปริมาณการผลิตยังน้อย ทำให้มีเพียงแบรนด์ข้ามชาติ (MNC) รายใหญ่เท่านั้นที่นำมาใช้เพื่อการโฆษณาหรือภาพลักษณ์ความยั่งยืนในจำนวนจำกัด
อย่างไรก็ดีข้อเสนอแนะนโยบายภาครัฐใช้ภาษีเป็นบัฟเฟอร์แทนการอุดหนุนตรงเพื่อบริหารความเสี่ยงและจูงใจให้เกิดการปรับตัว รัฐบาลควรพิจารณามาตรการสนับสนุนที่ไม่ใช่การอุดหนุนเงินแก่ผู้ผลิตโดยตรง แต่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ใช้ เช่น
มาตรการลดหย่อนภาษี อนุญาตให้บริษัทที่ซื้อเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาใช้งาน สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เพื่อชดเชยส่วนต่างราคา 4X ให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้
รวมถึงสร้าง Demand ในประเทศ หากรัฐสนับสนุนให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง จะช่วยให้เกิด Economy of Scale และทำให้ราคาต้นทุนของพลาสติกหมุนเวียนลดลงในระยะยาว
ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านพลังงาน ให้ความเห็นว่ารัฐบาลต้องพิจารณาบทบาทของ "กองทุนน้ำมัน" ในการชะลอการขึ้นราคาก๊าซ LPG และพลังงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิตพลาสติก เนื่องจากหากปล่อยให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่น ขึ้นทีเดียว 6 บาท) จะเกิดอาการช็อกทางเศรษฐกิจต่อทั้งผู้ผลิตและประชาชน







