
DCT ส่งสัญญาณรัฐ ปลดล็อกกฎ–ทุน–คน ดันหมื่นสตาร์ทอัพ สร้างอธิปไตยดิจิทัล
สภาดิจิทัลฯ ระดมความคิดเห็นจาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล เสนอนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน ยกระดับ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เป็นวาระแห่งชาติ พลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
KEY
POINTS
- สภาดิจิทัลฯ (DCT) เสนอ 5 นโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัลในระดับภูมิภาค
- ข้อเสนอเน้นการปลดล็อก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กฎระเบียบ (กฎ) การสนับสนุนด้านเงินทุน (ทุน) และการพัฒนาบุคลากร (คน)
- ตั้งเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพเป็น 10,000 ราย และสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลโดยส่งเสริมแพลตฟอร์มไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI ทั่วภูมิภาค สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ พร้อมด้วย ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ และคณะกรรมการ จัดการประชุม DCT Digital Policy Conference ข้อเสนอนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล ระดมความคิดเห็นจาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล เสนอนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน ยกระดับ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เป็นวาระแห่งชาติ พลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยระบุว่าการกำหนดนโยบายด้านดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกำลังคน สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งผลักดันให้ข้อเสนอจากอุตสาหกรรมดิจิทัลได้รับการบูรณาการเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยมีศักยภาพที่นานาชาติให้การยอมรับ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลกให้ความสนใจ ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมา ทำให้ไทยมีความโดดเด่นมากกว่าเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์ในบางมิติ และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลทางเทคโนโลยีในระดับสากลได้ไม่ยาก” นายศุภชัย กล่าว
สำหรับ 5 ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนที่ DCT จะส่งต่อถึงรัฐบาลเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค ประกอบด้วย นโยบายที่ 1 : วางรากฐานกำลังคนดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์ (Digital Workforce & Cyber Resilience) โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนบัณฑิตในสาขา STEM ให้ถึง 50% และยกระดับทักษะการเขียนโปรแกรมของประชากรไทยเป็น 16% เพื่อรองรับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้าน Cybersecurity และการจัดทำมาตรฐานระดับประเทศในการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการต่ออายุและปรับปรุงมาตรการ Thailand Plus Package เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและพัฒนาทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ
นโยบายที่ 2 : เสริมขีดความสามารถแพลตฟอร์มไทยและอธิปไตยทางด้านดิจิทัลของไทย (Digital Competitiveness & Digital Sovereignty) ส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการทางดิจิทัลสัญชาติไทยให้แข่งขันได้ ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และสร้างความแข็งแกร่งของมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลของผู้ประกอบการไทย พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดทำระบบติดตามข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกสินค้าและบริการดิจิทัลแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศุลกากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินดุลการค้าด้านดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลไปกำหนดมาตรการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ รวมถึงใช้นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการ “Made by Thailand” ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเทียบเคียงประเทศในภูมิภาค และทบทวนเงื่อนไขการเปิดตลาดดิจิทัลในความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นโยบายที่ 3 : จัดตั้งกลไกกำกับดูแล AI และเร่งการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัป (AI Governance & Startup Ecosystem) ผลักดันการดำเนินงานของ National AI Board และการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI COE) ในด้าน Security และ Safety อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการกำหนดให้สตาร์ทอัพเป็นวาระระดับชาติ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสตาร์ตอัปเป็น 10,000 ราย พร้อมนโยบายเร่งพัฒนาสตาร์ทอัพไทย เช่น การส่งเสริมเงินทุนร่วมรัฐ–เอกชน (Government Co-Investment) ที่มีปริมาณและกระบวนการเทียบเคียงได้กับประเทศในภูมิภาค
นโยบายที่ 4 : ส่งเสริมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม (Digital Sustainability & Inclusive Transformation) ส่งเสริมการพัฒนาเว็บไซต์และบริการดิจิทัลของทั้งภาครัฐและเอกชนให้รองรับการใช้งานของกลุ่มผู้พิการตามมาตรฐานสากล (WCAG) พร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการออกแบบบริการดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงได้ และสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และวางรากฐานสังคมดิจิทัลที่ครอบคลุมและยั่งยืน ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูลและบริการดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมโดยสะดวกถ้วนหน้า
นโยบายที่ 5 : ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Competitiveness) ครอบคลุม 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Infrastructure) เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ Data Center และ Sovereign Cloud ระดับชาติ พร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มศักยภาพ Connectivity และปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เร่งพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ในประเทศ ลดการนำเข้า เน้นการผลิตชิปมูลค่าสูง พร้อมพัฒนากำลังคนที่มีทักษะบูรณาการทั้ง Hardware และ Software 3.ซอฟต์แวร์ (Software) สนับสนุนซอฟต์แวร์ไทยผ่านกลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินสนับสนุน และการสร้าง IP (Intellectual Property) เพื่อให้เกิด National Software Champion 4.ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) จัดตั้งหน่วยงานกลางดูแลอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนากลไกการรับรองมูลค่า IP เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน 5.บริการดิจิทัล (Digital Services) พัฒนาระบบติดตามธุรกรรมดิจิทัล พร้อมกำหนดนโยบาย AI/Data Sovereignty และส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มและผู้ให้บริการไทย 6.อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ดึงดูดการลงทุนต่างชาติที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งเป้าหมายให้ไทยมีแบรนด์ของตนเอง โดยมีกลยุทธ์สนับสนุนการพัฒนา Digital/AI Platform ที่บูรณาการทั้ง Hardware และ Software เพื่อแข่งขันได้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ประธานสภาดิจิทัลฯ ระบุว่า หากรัฐบาลรับข้อเสนอและกำหนดโรดแมปชัดเจน จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
บนเวทีการประชุม DCT Digital Policy Conference ข้อเสนอนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล มีการจัดงาน Medtech Co-Creation Lab เชื่อมงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และมอบรางวัล DCT Digital Ecosystem Partner Awards แก่พันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ สะท้อนบทบาทของ DCT ในฐานะ “กลไกกลาง” ที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน และนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคอย่างยั่งยืน






