thansettakij
thansettakij
บีโอไอ-หอการค้าดัน 5 ด้านหนุน ‘SMEs’ สู้ศึกเศรษฐกิจโลก สร้างธุรกิจโต

บีโอไอ-หอการค้าดัน 5 ด้านหนุน ‘SMEs’ สู้ศึกเศรษฐกิจโลก สร้างธุรกิจโต

27 ก.พ. 2569 | 05:03 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.พ. 2569 | 05:03 น.

บีโอไอผนึกหอการค้าเดินหน้าดัน 5 ด้านหนุนผู้ประกอบการ ‘SMEs’ สู้ศึกเศรษฐกิจโลก สร้างธุรกิจโต และสร้งความเข็มแข็งให้เศรษฐกิจไทยระยะยาว

KEY

POINTS

  • บีโอไอและหอการค้าไทยประกาศความร่วมมือ 5 ด้าน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในเศรษฐกิจโลก
  • แนวทางความร่วมมือมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ SMEs นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้, การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์
  • เพิ่มการส่งเสริมภาคบริการและการท่องเที่ยวซึ่งมี SMEs จำนวนมาก พร้อมอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เข้าถึงมาตรการภาครัฐได้ง่ายขึ้น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการ่วมกับหอการค้าแแห่งประเทศไทยเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ด้านการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถรับมือกับมาตรการทางการค้าและความท้าทายของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ 

รวมถึงการผลักดันการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี มาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนทั่วโลก ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ 

“บีโอไอมองว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนและเติบโตไปพร้อมกันได้ ดังนั้น ความร่วมมือกับหอการค้าไทยในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญในการร่วมกันสร้างกลไกสนับสนุน SMEs ไทยให้ปรับตัว ยกระดับ และแข่งขันได้จริงในเวทีโลก”

บีโอไอ-หอการค้าดัน 5 ด้านหนุน ‘SMEs’ สู้ศึกเศรษฐกิจโลก สร้างธุรกิจโต

โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องแนวทางความร่วมมือ 5 ด้านสำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย

  • ยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล AI หรือเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ ควบคู่กับการสนับสนุนสินเชื่อพิเศษจากธนาคารที่เป็นพันธมิตร อีกทั้งจะเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงมาตรการนี้ ผ่านศูนย์ SMEs ของหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศด้วย
  • สร้างบุคลากรไทยทักษะสูง สำหรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยหอการค้าไทยจะช่วยเชิญชวนบริษัทสมาชิกให้ส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมทักษะขั้นสูงใหม่ ๆ ในหลักสูตรที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวง อว. และเป็นสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอตามโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล โดยบีโอไอให้เงินสนับสนุนค่าฝึกอบรมสูงสุด 40,000 บาทต่อคน   
  • เชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอส่งเสริมการลงทุนผลิตเพื่อส่งออกไปตลาดโลก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย
  • เพิ่มน้ำหนักการส่งเสริมภาคบริการและธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่กับ “ภาคการผลิต” อีกทั้งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และมี SMEs ไทยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีข้อเสนอให้ดึงผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ระบบและให้ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐมากขึ้น
  • เพิ่มความสะดวกและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลไก Thailand FastPass และความร่วมมือระหว่างบีโอไอและหอการค้าไทย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทย 

นายนฤตม์ กล่าวอีกว่า บีโอไอจะทำงานร่วมกับหอการค้าไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการในภาคปฏิบัติ และนำไปสู่การออกแบบมาตรการและกลไกสนับสนุนที่ตรงจุด โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนใหม่ กับการเสริมความเข้มแข็งของผู้ประกอบการไทย เป้าหมายคือทำให้ SMEs ไทยไม่ใช่ผู้ที่ต้องปรับตัวตามแรงกดดันจากภายนอกเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผู้เล่นสำคัญที่สามารถใช้จุดแข็งที่มีและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมาสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของตนเองได้

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยให้ SMEs สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิต เข้าถึงตลาดใหม่ และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ หอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับบีโอไออย่างใกล้ชิด ในการสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการ และผลักดันแนวทางสนับสนุนที่ช่วยให้ SMEs ไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน

“การดำเนินการดังกล่าวเป็นความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง พร้อมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว”