thansettakij
ม.หอการค้า คาดวาเลนไทน์ปี 69 เงินสะพัดเฉียด 2.9 พันล้าน สูงสุดในรอบ 6 ปี

ม.หอการค้า คาดวาเลนไทน์ปี 69 เงินสะพัดเฉียด 2.9 พันล้าน สูงสุดในรอบ 6 ปี

05 ก.พ. 2569 | 06:27 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.พ. 2569 | 06:38 น.

ม.หอการค้าไทย คาดเงินสะพัดวาเลนไทน์ปี 69 พุ่งเฉียด 2.9 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี อานิสงส์บรรยากาศเลือกตั้ง-การท่องเที่ยวฟื้นตัว

KEY

POINTS

  • ม.หอการค้าไทยคาดการณ์ว่าวันวาเลนไทน์ปี 2569 จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 2,899.42 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี
  • มูลค่าการใช้จ่ายขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 2,401 บาท และกลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงสุด
  • ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากบรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจทัศนคติ พฤติกรรม และการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,280 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าบรรยากาศโดยรวมมีความคึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ภาพรวมมูลค่าการใช้จ่ายและเม็ดเงินสะพัด คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ประมาณ 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่สูงสุดในรอบ 6 ปี (นับตั้งแต่ปี 2564) 

โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 2,401 บาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉพาะการซื้อของขวัญมอบให้คู่รักเฉลี่ยอยู่ที่ 1,321 บาทต่อคน ซึ่งกลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุด

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจช่วงวาเลนไทน์

มาจากบรรยากาศทางการเมือง 52% ของกลุ่มโดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งส่งผลให้เกิดความคึกคักและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

 ขณะที่การท่องเที่ยว การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบ แม้ประชาชนจะมองว่าราคาสินค้าแพงขึ้น แต่ยังคงมีการวางแผนใช้จ่ายเนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐช่วยพยุงไว้

ด้านพฤติกรรมการเฉลิมฉลองและปัจจัยการเลือกซื้อของขวัญ พบว่า การเลือกสถานที่ยอดนิยม อันดับ 1 คือ ร้านอาหาร/การล่องเรือทานอาหาร (32%) ตามด้วยการฉลองที่บ้าน (18.8%) และห้างสรรพสินค้า (15.4%)

ขณะที่เกณฑ์การเลือกซื้อของขวัญ ประชาชนให้ความสำคัญกับ ความชอบของผู้รับ มากที่สุด (21.4%) รองลงมาคือความสะดวก (15.0%) และรายได้ส่วนบุคคล (13.1%)