thansettakij
thansettakij
เกมภาษีเลือกตั้ง ลดแลกคะแนนเสียง ‘TDRI’ ชี้เสี่ยงรัฐขาดรายได้

เกมภาษีเลือกตั้ง ลดแลกคะแนนเสียง ‘TDRI’ ชี้เสี่ยงรัฐขาดรายได้

14 ม.ค. 2569 | 23:55 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 06:46 น.

TDRI ชี้นโยบายภาษี ลดแลกคะแนนเสียงเลือดตั้ง เสี่ยงรัฐขาดรายได้ แนะพรรคการเมืองเปิดแผนเพิ่มรายได้ประเทศชัดเจน อย่างมีความรับผิดชอบ

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้นโยบายภาษีกลับมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วงชิงคะแนนเสียงอีกครั้ง พรรคการเมืองหลักต่างหยิบ “การลดภาษี–ขยายสิทธิประโยชน์” มานำเสนอ เพื่อตอบโจทย์ฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม ตั้งแต่ผู้สูงอายุ แรงงานรายได้น้อย ไปจนถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการเริ่มตั้งคำถามว่า นโยบายเหล่านี้กำลังพาประเทศเดินสวนทางโจทย์การคลังหรือไม่

จากการสำรวจ พบว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิดภาษีเพื่อสังคมผู้สูงวัย โดยให้สิทธิผู้ประกอบการที่จ้างงานผู้สูงอายุสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า 

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มุ่งลดภาระกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ด้วยการเสนอขยับเพดานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 150,000 บาท เป็น 320,000 บาทต่อปี 

ส่วนพรรคประชาชนชูการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ผ่านแนวคิด “หวยใบเสร็จ” ควบคู่กับการเสนอขยายเพดานจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากรายได้ 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการปรับเพิ่มสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายของบุคคลธรรมดาสูงสุดถึง 90%

อ่านเพิ่มเติม ศึกเลือกตั้ง 2569 ส่องนโยบายภาษี พรรคการเมืองชิงฐานเสียง

แม้นโยบายเหล่านี้จะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในระยะสั้น และได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรง แต่ในมุมของการบริหารการคลัง นโยบายดังกล่าวอาจไม่ใช่ “นโยบายภาษี” อย่างแท้จริง 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า สิ่งที่พรรคการเมืองกำลังนำเสนอ คือ “Tax for Growth” หรือการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในทางบัญชีภาครัฐเรียกว่า “Tax Forgone” หมายถึงรายได้ที่รัฐยอมสูญเสียไปเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจหรือการเมืองเฉพาะจุด มากกว่าการเป็นนโยบายสร้างรายได้ให้ประเทศ

ประเด็นที่น่ากังวล คือ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่การขาดมาตรการกระตุ้น แต่คือภาวะที่รายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสังคมผู้สูงอายุ นโยบายอุดหนุนค่าครองชีพ เช่น ค่าไฟฟ้า รวมถึงต้นทุนการบริหารจัดการภาครัฐ ขณะที่รายได้ภาษีกลับไม่เติบโตในอัตราเดียวกัน เมื่อพรรคการเมืองต่างแข่งขันกันขยายเพดานยกเว้นภาษี เพิ่มสิทธิลดหย่อน หรือแม้แต่เสนอปรับลด VAT ย่อมหมายถึงรายได้ของรัฐที่จะหายไปทันที

ในทางปฏิบัติ การลดรายได้รัฐในช่วงที่ภาระงบประมาณเพิ่มสูง อาจทำให้พรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ขาดศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการอื่น ๆ ตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งนโยบายต่างๆ เช่น

คูปองเด็ก คูปองพัฒนาทักษะ หรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ล้วนต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล หากไม่มีแหล่งรายได้รองรับ นโยบายเหล่านี้อาจไม่สามารถเดินหน้าได้จริง

ดร.นณริฏ มองว่า นโยบายภาษีที่พรรคการเมืองควรนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลดภาระให้บางกลุ่ม แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี หรือการจัดการกับกิจกรรมผิดกฎหมายและทุนสีเทา ซึ่งแม้บางพรรคเริ่มพูดถึง แต่ยังขาดความชัดเจนในเชิงนโยบาย

ท้ายที่สุด นักวิชาการฝากโจทย์สำคัญถึงพรรคการเมืองว่า หากต้องการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือหาเสียง ควรเปิดเผย “ฝั่งรายได้” ให้ชัดเจน กล้าบอกประชาชนว่าจะจัดเก็บภาษีอะไรเพิ่ม และเก็บจากใคร พร้อมสร้างความสมดุลและความเป็นธรรม นอกจากนี้ ควรกำหนดกรอบวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีวินัย เพื่อให้การแข่งขันเชิงนโยบายเป็นไปอย่างรับผิดชอบ

“นโยบายภาษีอาจช่วยชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระยะสั้น แต่หากปราศจากแผนสร้างรายได้รองรับ ก็อาจกลายเป็นเพียง “ตั๋วเปล่า” ที่ทิ้งภาระการคลังไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องแก้ไขในระยะยาว”