
รัฐบาลโอนเงินเพิ่มอีก 5,000 ล้าน ชดใช้ความเสียหาย ‘กองทุน FIDF’
ครม.อนุมัติคืนเงินชดใช้ความเสียหายกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือกองทุน FIDF เพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท รวม 13 ปีจ่ายหนี้รวมกว่า 1.1 ล้านล้านบาท เหลือยอดหนี้ค้าง 4.9 แสนล้านบาท
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้โอนเงินเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)
- เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยของหนี้ FIDF 1 และ FIDF 3 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
- การโอนเงินครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทยอยชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันกองทุน FIDF มียอดหนี้คงค้างเฉพาะเงินต้นอยู่ที่ 494,057 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ให้โอนเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ กองทุน FIDF ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มอีกจำนวน 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้กองทุนฯ ได้ทบทวนประมาณการกระแสเงินรับ – จ่ายของกองทุนฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วเห็นว่า กองทุนฯ จะมีสภาพคล่องคงเหลือภายหลังสำรอง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องที่สามารถชำระหนี้ FIDF 1 และ FIDF 3 ได้จำนวน 5,000 ล้านบาท
คณะกรรมการจัดการกองทุนฯจึงเห็นควรให้นำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติให้กองทุนฯ นำส่งเงินดังกล่าวเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยทยอยโอนเงินเข้าบัญชีสะสมฯ ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฯ
ทั้งนี้ที่ผ่านมา ครม.ได้มีการอนุมัติโอนเงินสะสมคืนกองทุน FIDF ทั้ง FIDF 1 และFIDF 3 รวม 26 ครั้ง โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการการโอนเงินเข้ากองทุนฯเพื่อชำระคืนเงินรวม 15,820 ล้านบาท
สำหรับปัจจุบันยอดหนี้ต้นเงินกู้ของกองทุน FIDF ที่สรุปล่าสุด ณ วันที่ 30 ก.ย.2568 มียอดหนี้คงค้าง (เฉพาะเงินต้น) รวม 494,057 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ยอดหนี้รวมต้นเงินกู้ที่คณะกรรมการกองทุนฯรับมาดำเนินการตาม พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนรวมเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 จำนวนเงิน 1,138,305.89 ล้านบาท
โดยมีการชำระหนี้สะสมในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.2555 – ก.ย.2568 แบ่งเป็น เงินต้นจำนวน 644,248.89 ล้านบาท ดอกเบี้ยจำนวน 396,277.92 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการจำนวน 13.6 ล้านบาท











