
'สมชาย' ชี้ ดึงคนนอกมาคุม คลัง ไม่ได้เป็นหลักประกันทางการเมือง
'สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์' ดึงคนนอกมาคุม คลัง - คมนาคม - พาณิชย์ และ กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้เป็นหลักประกันทางการเมือง
KEY
POINTS
- ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ชี้ว่าการดึงคนนอกที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาคุมกระทรวงการคลัง ไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จทางการเมือง เพราะการบริหารธุรกิจและการเมืองมีความแตกต่างกัน
- ยกตัวอย่างกรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยนำนักธุรกิจมาช่วยขับเคลื่อนการเมือง แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ
- เสนอว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปรับโครงสร้างการเงินการคลังให้ชัดเจนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI
จากกรณีที่ พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอเงื่อนไขต่อพรรคร่วมโดยขอโควตา นายกรัฐมนตรี ,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะดึงคนนอกเข้ามาร่วมรัฐบาลนั้น
ล่าสุด ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การดึงบุคคลภายนอกที่ประสบความสำเร็จเข้ามาร่วมรัฐบาลไม่ได้เป็นหลักประกันทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะการบริหารธุรกิจ และ การบริหารการเมือง รูปแบบแตกต่างกัน อย่างเช่น กรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ดึงนักธุรกิจเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเมืองสุดท้ายก็ต้องถอยฉาก
“เอาคนเก่งเข้ามาช่วย เก่งแบบไหนเข้ามาเพราะโลกในอนาคตตอนนี้เปลี่ยนรูปแบบด้วยการนำ เอไอ เข้ามาบริหารจัดการ”
ดร.สมชาย ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลควรปรับโครงสร้างเรื่องความสามารถการแข่งขัน เพราะขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญอุปสรรค เรื่องภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา และขีดความสามารถการแข่งขันของ เอสเอ็มอี
นอกจากนี้ ประเทศกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางการคลัง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกิน 64% ของ GDP ในขณะที่การขาดดุลการคลังยังสูงเกินมาตรฐาน ตัวเลขงบประมาณปี 2569 ก็สะท้อนสัญญาณน่ากังวล ทั้งในแง่การลงทุนและประสิทธิภาพในการใช้จ่าย
“เอสเอ็มอี เรื่องขีดความสามารถทางด้านการแข่งขัน รัฐบาลได้มีนโยบายเรื่องนี้มา 20-30 ปี แต่ เอสเอ็มอี ก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้”
ดร.สมชาย ยังกล่าวเพิ่มเติมอีก แม้รัฐบาลมีปัญหาเรื่องการเมือง แต่นักลงทุนต่างชาติ ก็ยังคงมาลงทุนในประเทศไทย จะเห็นได้จากตัวเลขการลงทุนของ บีโอไอ แม้จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแต่นโยบายไม่เปลี่ยน เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรม อุ๊งอิ๊งค์ หรือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แค่เพียงแต่เปลี่ยนชื่อ นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เท่านั้น
“รัฐบาลควรปรับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเงินการคลังให้ชัดเจน เพื่อรองรับการปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะเรื่องของ เอไอ".





