thansettakij
thansettakij
กูรูเศรษฐกิจอาเซียนเผยศักยภาพ พร้อมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

กูรูเศรษฐกิจอาเซียนเผยศักยภาพ พร้อมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

02 ก.ค. 2568 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 2568 | 06:02 น.

นักเศรษฐศาสตร์-ผู้นำธุรกิจทั่วภูมิภาคเชื่อ อาเซียนอาจกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ท่ามกลางความปั่นป่วนจากนโยบายชาติมหาอำนาจ แนะรวมพลัง สร้างเครือข่าย จับมือจีน-อินเดีย ดันภูมิภาคโตอย่างยั่งยืน

เวทีสัมมนา “ASEAN FORUM 2025” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กลายเป็นพื้นที่รวมมุมมองเชิงกลยุทธ์ของเหล่ากูรูเศรษฐกิจชั้นนำจากทั่วโลก ที่ต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนกำลังกลายเป็นขุมพลังใหม่ของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของนโยบายชาติมหาอำนาจ และการปรับสมดุลอำนาจทางการค้า

ศาสตราจารย์คิชอร์ มาห์บูบานี นักคิดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจจากสิงคโปร์ ระบุว่า อาเซียนกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก เศรษฐกิจของภูมิภาคมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญความปั่นป่วนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ พร้อมแนะให้อาเซียนเปลี่ยนจากการเจรจาแบบรายประเทศ เป็นการรวมพลังเจรจาในฐานะกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง พร้อมเร่งสร้างพันธมิตรเศรษฐกิจใหม่กับจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศในยุโรป อเมริกากลาง และแอฟริกา

ศาสตราจารย์คิชอร์ มาห์บูบานี

ทั้งนี้ อาเซียนมีจุดแข็งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเชื่อมเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดียได้โดยตรง โดยเศรษฐกิจของภูมิภาคเติบโตจากมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 1985 เป็น 26 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะแซงญี่ปุ่นภายในปี 2030 หากใช้โอกาสได้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ดร.รานู ดายัล จาก Boston Consulting Group ชี้ว่า นโยบายของสหรัฐฯ กำลังย้อนศรเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้ศูนย์กลางการเติบโตเริ่มเอียงเข้าสู่ฝั่งเอเชีย โดยมีจีน อินเดีย และอาเซียนเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจโลกถึง 80-90% ในอนาคต

ดร.รานู ดายัล

ด้านนายคริส ฮัมฟรีย์ จากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน กล่าวเสริมว่า ยุโรปกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ท่ามกลางนโยบายไม่แน่นอนของสหรัฐฯ และอาเซียนคือพันธมิตรที่มีศักยภาพสูง โดยหากอาเซียนสามารถรวมตัวเป็นตลาดเดียวได้ จะกลายเป็นประตูสำคัญสำหรับยุโรปในการขยายการลงทุน

ในมุมของนักลงทุนไทย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ระบุว่า อาเซียนเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้หลากหลาย ทั้งในอุตสาหกรรมบริการ พลังงานสะอาด และดิจิทัล ขณะที่อินโดนีเซียเองก็เดินหน้าปรับระบบดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเมืองใหม่ที่กาลิมันตัน ซึ่งถูกวางให้เป็นประตูสำคัญของภูมิภาค

ศาสตราจารย์มาร์ค กรีเวน แห่ง IMD และนายอบิจิต ดัดต้า จาก SCG อินเตอร์เนชั่นแนล ต่างมองว่าอาเซียนมีศักยภาพร่วมมือเชิงนวัตกรรมกับจีนและอินเดียได้ โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ดิจิทัล และสตาร์ทอัพ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐฯ ได้เผยข้อกังวลว่า อาเซียนยังมีปัญหาภายในและความไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งหากไม่จัดการให้เรียบร้อย อาจกลายเป็นอุปสรรคในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก แม้จะมีศักยภาพก็ตาม

ภาพรวมจากผู้เชี่ยวชาญนี้ชี้ให้เห็นถดว่า อาเซียนกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ หากสามารถรวมพลังเป็นหนึ่ง ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมพันธมิตรใหม่ได้อย่างชาญฉลาด ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน “กลุ่มเศรษฐกิจหัวใจใหม่ของโลก” ในทศวรรษหน้าอย่างแท้จริง