
ลุ้นบาทอ่อนหลุด 35 หนุนทองแท่งในประเทศ แตะ 50,000 บาท
นายกสมาคมผู้ค้าทองฟันธง ราคาทองคำไตรมาส2 แตะ 3,000 ดอลลาร์ แค่เดือนเศษ ผลตอบแทนชนะทั้งเงินเฟ้อ หุ้น ด้าน YLG คาดเงินบาทอ่อนเหนือระดับ 35 หนุนราคาทองแท่ง มีโอกาสแตะ 50,000 บาท
ราคาทองคำ ยังคงมีแรงหนุนจากการโยกย้ายเงินสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ท่ามกลางความกังวลต่อนโยบาย “America First” ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายกำแพงภาษีและสงครามการค้า รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งยูเครน-รัสเซีย และทางฝั่งตะวันออกกลาง อีกทั้งทองคำในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงด้วย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 ก.พ.2568 ราคาทองคำขยับเป็นบวกทั้งตลาด Gold Spot และทองคำในประเทศ โดย Gold Spot ขยับบวกแล้ว 240.5 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 9.16% ทองแท่งบวก 2,850 บาทหรือเพิ่มขึ้น 6.69% และทองรูปพรรณบวก 2,804.6 บาท หรือเพิ่มขึ้น 6.75%
ขณะที่ MTS GOLD ของห้างทองแม่ทองสุกรายงานทิศทางราคาทองคําว่าได้ทําสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่องที่ระดับ 2,850 ดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่พุ่งขึ้นเหนือแนวต้านสําคัญที่ 2,800 ดอลลาร์สหรัฐ
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สมาคมค้าทองคำมองแนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสแตะ 3,000 ดอลลาร์ลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจากต้นปีที่ผ่านมาจนถึง 5 ก.พ.68 ราคาทองคำปรับขึ้นมาเกือบจะ 3,000 บาทแล้ว
ส่วนตัวยังมองโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้อีก เพราะนโยบายต่างๆของสหรัฐนั้น ทำให้ผู้บริโภคในประเทศเดือดร้อนจากราคาสินค้าแพงขึ้นบวกกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงช้า ดังนั้น ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์อาจจะอ่อนค่า
นอกจากนี้ ปัจจัยกำหนดราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับตลาดทองคำโลก ประกอบกับแนวโน้มที่ปีนี้ธนาคารกลางแต่ละประเทศยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเห็นราคาทองคำในประเทศระยะสั้นเคลื่อนไหว 46,000-47,000 บาทต่อบาททองคำ และมองแนวโน้มทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าลงทุน
โดยเฉพาะภาพสะท้อนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับที่เพิ่มขึ้นชนะเงินเฟ้อและผลตอบแทนสวนทางกับการลงทุนในหุ้นด้วยซ้ำ
นายจิตติกล่าวถึงกำลังซื้อในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ว่า การซื้อขายทองคำในประเทศทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ์ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แม้ช่วงตรุษจีนที่ราคาทองคำยังไม่ปรับสูงเช่นปัจจุบัน แต่แง่ยอดขายไม่ได้คึกคักนัก แต่ดีกว่าปกติเล็กน้อย
ผู้ประกอบการร้านค้าทองคำพยายามเพิ่มโอกาสในการทำตลาดด้วยการลดขนาดทองคำแท่งเล็กลง 0.3 กรัม เพื่อเพิ่มโอกาสในการถือครองทองคำทั้งเก็บออมและเป็นของขวัญในราคาไม่สูงเพียง 1,000 บาทต้นๆ
เช่นเดียวกับทองรูปพรรณคือ คนซื้อทองคำ เพื่อเป็นเครื่องประดับก็ลดลง เนื่องจากกำลังซื้อลดรายได้ไม่เพิ่ม สำหรับมุมมองต่อการลงทุนก็มีหายไปบ้าง เมื่อราคาทองคำปรับขึ้นมาบางส่วนยัง “กล้าๆกลัวๆ” ทำให้ยอดขายตกประมาณ 20-30% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองโลกตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (5 ก.พ.) ปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 238.03 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ล่าสุดเพิ่งทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 2,861.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในตลาดเอเชีย ขณะที่ทองคำแท่ง 96.5%ในประเทศ ปรับตัวขึ้นไม่แพ้กันโดยเพิ่งทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 45,500 บาทต่อบาททองคำ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 2,950 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตามปี 2568 นี้ YLG ยังคงเป้าหมายราคาทองคำไว้ที่ระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ จะอยู่ที่ 48,100 บาทต่อบาททองคำ และหากค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าสู่ 35.15 บาทต่อดอลลาร์ ราคาจะสามารถปรับตัวขึ้นแตะเป้าหมายได้ที่ระดับ 50,000 บาทต่อบาททองคำ
“ทิศทางราคาทองคำ มีทั้งปัจจัยบวกและลบ ซึ่งนักลงทุนรอจับตา หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความชัดเจนว่า สามารถปรับลดดอกเบี้ย ลง 0.50% ในสัดส่วนที่เท่ากับหรือมากกว่านี้ จะเป็นปัจจัยหนุนทองคำ แต่ในทางกลับกัน หากปรับลดดอกเบี้ยได้เพียง 0.25% หรือไม่ปรับลดเลยในปี 2568 ก็จะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันทองคำในอนาคตได้เช่นกัน”
สำหรับโอกาสลงทุนในตลาด Gold Futures นั้น นางสาวฐิภา กล่าวว่า YLG มองว่า ตลาด Gold Futures ยังมีโอกาสเติบโต ยิ่งในยุคที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะสามารถเข้ามาลงทุนทองผ่านตลาด Futures ทั้งในตลาด TFEX และ CME
ด้วยข้อดีของ Gold Futures ที่มี leverage โดยเป็นการวางเงินวางหลักประกันราว 6-10% ของมูลค่าสัญญาเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลง พร้อมคำแนะนำในการลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ถือทองคำ / ร้านทอง หรือผู้ผลิตเครื่องประดับก็สามารถใช้ Gold Futures ในการ Hedge
ส่วนนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจในตลาดเป็นอย่างดี สามารถหาจังหวะที่ตลาดทองคำไม่มีประสิทธิภาพ (Market Inefficiency) ทำให้เกิดส่วนต่างของราคาเพื่อเข้าไปทำ Arbitrage ซึ่งสร้างผลกำไรและมีความเสี่ยงต่ำ
ทั้งนี้ ปริมาณการซื้อขายแต่ละผลิตภัณฑ์ในตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าในหมวดหมู่ของทองคำเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยปริมาณการซื้อขายรวม 12,107,896 สัญญา เพิ่มขึ้นกว่า 9.39% จากปี 2566
นำโดย Gold Online Futures ที่มีปริมาณการซื้อขายเป็นสัดส่วนใหญ่สุดสัญญาล่วงหน้าในหมวดหมู่ของทองคำ หรือคิดเป็นสัดส่วน 92% สะท้อนว่าการซื้อขาย Gold Futures เป็นทางเลือกการลงทุนทองยอดนิยมของคนไทย
สอดคล้องกับตัวเลขของ World Gold Council ในปี 2567 มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 8.65 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2566 ที่มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 6.15 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน
นำโดยตลาด COMEX ที่มี Trading volumes เฉลี่ย 5.74 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน คิดเป็น 66% ของตลาดทั้งหมดที่ รองลงมาคือ ตลาดล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้หรือ SHFE (Shanghai Futures Exchange) โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,069 วันที่ 9 - 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568






