
วิกฤติยูเครน รับเหมาอ่วม แบกต้นทุน ลุยทวงค่า K 4 ปี1,000ล้าน
วิกฤติยูเครน รับเหมาอ่วมแบกต้นทุน ลุยทวงค่า K 4 ปี1,000ล้านลุยทำหนังสือร้องบิ๊กตู่รอบ 2 กระทุ้ง ปรับสูตรคำนวณ -ยกเลิกค่าk หลังระบบทำงานรัฐล่าช้า ค้างจ่ายชดเชยค่า K
อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องยนต์ใหญ่ที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ปัจจุบันต้องเผชิญ พายุใหญ่ ซ้ำเติมหลายระลอก ล่าสุดวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ชนวนฉุดต้นทุนพลังงาน,วัสดุก่อสร้างขยับขึ้นยกแผง โดยเฉพาะเหล็กโครงสร้างหลัก มีความผันผวนต่อเนื่อง ประเมินว่าหากภัยสงครามยังคงยืดเยื้อ มีความเป็นไปได้ว่า
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อาจสายป่านขาดกระทบเป็นโดมิโนต่อโครงการภาครัฐที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างนับแสนล้านบาท หากไม่ได้รับการเหลียวแล อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนการปรับระบบการคำนวณสูตรค่าเค (ค่า k) หรือ ESCALATION FACTOR ตัวเลขดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของค่างาน
ทั้งความผันผวนวัสดุก่อสร้าง ค่าขนส่ง พลังงาน ฯลฯ ณ เวลาตั้งแต่ผู้รับเหมา เปิดซองประกวดราคา โดยนำมาเปรียบเทียบกับระยะเวลาส่งงานในแต่ละงวด ซึ่งเอกชน ต้องแบกรับภาระค่าเค(ค่าK)ก่อน มองว่าควรใช้ราคาตลาดที่แท้จริงไม่ควรอ้างอิงราคาจากกระทรวงพาณิชย์ หรือทางที่ดียกเลิกเพื่อให้เกิดสภาพคล่องกับภาคเอกชนเนื่องจากสูตรดังกล่าวใช้มานานกว่า 30 ปี
วิกฤติทุบ 4 ระลอก
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซีวิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ในฐานะเลขานุการ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดภาวะซัพพลายเชนชะงัก
การสั่งปิดแคมป์คนงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและล่าสุดคือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาวัตถุดิบผันผวน
ระงม!ร้องบิ๊กตู่อุ้ม
สมาคมฯ ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกและผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงได้ทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา พื่อนำเสนอมาตรการในการแก้ปัญหาราคาเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยนับจากปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นมากกว่า 60%
ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการหลายรายขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งจะเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆ กระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปได้ เช่น การเลิกจ้างแรงงานและการละทิ้งงาน
สมาคมฯ จึงเสนอนายกรัฐมนตรี เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนเงื่อนไขการคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาปรับราคาได้ (ค่าเค)(K) อย่างเร่งด่วน โดยสมาคมฯได้เสนอมาตรการในการแก้ไขปัญหา
คือ พิจารณายกเลิกส่วนต่างค่าปรับราคา (ค่าเค)(K) 4% จากสูตรการคำนวณค่าปรับราคา (ค่าเค)(K) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563- ธันวาคม 2565 กับโครงการที่กำลังดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างณ ปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงโครงการที่ยังมีนิติสัมพันธ์อยู่และยังไม่ได้ส่งมอบงานงวดสุดท้าย
“ทางสมาคมฯเคยนำเรื่องการปรับสูตรคำนวนค่า เค มาแล้วเมื่อ 10 ปี ซึ่งเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในกับผู้ประกอบการในช่วงนี้ เพราะแม้ว่าการคำนวณค่า เค ของรัฐบาลจะมีการปรับขึ้นลง แต่ส่วนใหญ่ก็จะปริ่มๆบน เท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นว่าน่าจะปรับสูตรการคำนวณใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน” นายปิยดิษฐ์ กล่าว
4 ปีค้างชดเชย
ขณะเดียวกัน ทางสมาคมฯ ยังเสนอให้รัฐบาล พิจารณาเร่งรัดมาตรการการจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า เค) โดยขอให้มีระยะเวลาในสัญญาที่ชัดเจน เช่น ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ยื่นขอเบิกจ่าย ซึ่งเงินชดเชยคำงานก่อสร้าง (ค่าเค) ถือเป็นเงินที่ผู้ประกอบการพึงได้ และขณะนี้ยังมีเงินตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งบางโครงการมีค้างจ่ายนานกว่า 4 ปี ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน ขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้ฐานดัชนีราคาในเดือนที่คิดราคากลางในการคำนวณค่าเค แทนการใช้ดัชนีราคาในเดือนที่เปิดซองประกวดราคา เพื่อให้สะท้อนฐานดัชนีราคาที่ใช้ในการคิดราคากลางมากยิ่งขึ้น และเป็นธรรมทั้งแก่ภาครัฐและผู้ประกอบการก่อสร้าง
กระทุ้งรอบ 2
นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงกรณียื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเร่งรัดการพิจารณาเงื่อนไขการคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาปรับราคาได้ (ค่าเค)(K) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการก่อสร้างว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯ ได้มีการยื่นหนังสือครั้งนี้ถึงนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ปัจจุบันพบว่ามีปัญหาค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เนื่องจากเกิดสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการงดส่งออกเหล็กภายในประเทศไปจีน ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ยื่นหนังสือเรื่องนี้ถึงนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2564 แต่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่ากับปัจจุบันที่มีสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน,ราคาน้ำมันแพง และราคาเหล็กเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ขึ้นราคาตาม ส่งผลให้ค่าเคปรับราคาไม่ทัน ซึ่งตามปกติผู้รับเหมาก่อสร้างต้องมีการรับค่าเค(ค่าK)ก่อน 4% โดยสมาคมฯขอยกเลิกส่วนต่างค่าปรับราคา (ค่าเค)(ค่าK) +-4%
“ปัจจุบันเราได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว อยู่ระหว่างรอทางนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกันขอยกเลิกส่วนต่างค่าปรับราคา (ค่าเค)(ค่าK) +-4% เคยดำเนินการมาแล้วในอดีตในช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น หากไม่ดำเนินการจะทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
เช่น ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตาม รวมทั้งราคาเหล็กที่มีการปรับขึ้นด้วย ในส่วนค่าเคทราบว่าทางสำนักงบประมาณเป็นผู้ดูแล โดยที่ผ่านมาเราเคยหารือกับสำนักงบประมาณแล้ว โดยสำนักงบประมาณระบุว่าเป็นเรื่องของนโยบาย ทำให้เราทำหนังสือโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรี”
ชวดค่าเค(K) แบกต้นทุนอ่วม
สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวนั้น พบว่าผู้รับเหมาก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างงานภาครัฐและเอกชนได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด ส่วนความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างกระทบต่อต้นทุนธุรกิจการก่อสร้างของผู้ประกอบหรือไม่นั้น
ปัจจุบันราคาเหล็กเพิ่มขึ้น 60% และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจฯนี้ ราว 20-25% เนื่องจากในช่วงที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างคาดว่าจะมีต้นทุนอยู่ที่ 20-25% แต่เมื่อลงพื้นที่ก่อสร้างพบว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนไม่ไหว
ทั้งนี้ด้านเงินชดเชยค่าเคที่ภาครัฐต้องชำระให้ผู้ประกอบการตกค้างเยอะนั้นทางสมาคมทราบว่าทางภาครัฐต้องชำระค่าเค แต่ไม่มีการชำระเงินชดเชยค่าเคหลายปี เนื่องจากอ้างว่าไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ,ไม่มีงบประมาณ บางรายพบว่าถูกค้างชำระค่าเค(K)นานถึง 4 ปี ทำให้สมาคมขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยเร่งรัดการชำระเงินชดเชยค่าเค(ค่าK)
ให้แก่ผู้ประกอบการโดยเร็ว เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐค้างชำระเงินชดเชยราว 1,000 ล้านบาทขณะโครงการที่ได้รับผลกระทบ 20,000-25,000 สัญญา มูลค่า 2-3 แสนล้านบาท ที่ต้องการให้รัฐเร่งช่วยเหลือเรื่องค่าเค







