นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ คุมระบาดโควิด

25 มี.ค. 2563 | 08:00 น.

นายกฯประกาศถานการณ์ฉุกเฉิน ทั่วประเทศ เริ่ม 26มี.ค.-26เม.ย. เป็นต้นไป

เมื่อเวลา 14.45 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) หรือ ทีวีพูล ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พรก. ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา 

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ คุมระบาดโควิด

 

นายกฯ กล่าวว่า หลายสัปดาห์ หลายเดือนที่ผ่านมาประชาชนอยู่กันอาจจะยากลำบาก ช่วงเวลานี้เป็นบททดสอบเราทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน ต้องยอมรับความจริงว่าเราอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับโควิด19 สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่า อาจกระทบต่อสุขภาพ รายได้ของคนไทยทุกคน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"บิ๊กตู่"คลอด16กฎเหล็กรับพรก.ฉุกเฉิน

ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องดำเนินมาตรการด้วยความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อหยุดการแพร่ระบาดและผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ได้ จะเข้ามาบัญชาการจัดการอย่างทุกมิติเต็มตัว เพื่อป้องกันตั้งแต่การระบาดฟื้นฟูประเทศ  ผมจะเป็นผู้นำในภารกิจนี้ และรายงานต่อประชาชนทุกคนด้วยตัวเอง

 

“จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจพรก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการระบาดตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งครม.เห็นชอบแล้ว”

 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าการบริหารศูนย์การบริหารสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา ให้เป็นหน่วยงานพิเศษ แห่งพรก.ฉุกเฉิน บูรณาการทุกส่วนราชการอย่างมีเอกภาพรวดเร็ว จำเป็นต้องรวมศูนย์เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ขจัดปัญหาต่างคนต่างทำ 

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ คุมระบาดโควิด

พร้อมกันนี้ยัง แต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็น หัวหน้างานด้านสาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าสถานการณ์สั่งการประสานกับกทม. และทุกจังหวัด ปลัดกระทรวงพาณิชย์หัวหน้าด้านการแก้ไขการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศด้านการต่างประเทศ และการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้านความมั่นคง การปราบปราม อาชญากรรมทุกประเภท มีทีมงานทุกภาคส่วน ตำรวจ ทหาร พลเรือน ปรึกษาประชุมร่วมกันทุกวัน เพื่อรับทราบข้อมูลเป็นภาพเดียวกัน เมื่อแจกจ่ายงานไปแล้วจะทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และผู้ที่รายงานต่อประชาชนจะเป็นผมและคนที่มอบหมายเท่านั้น

 

ส่วนการกำหนดเวลาเดินทาง ปิดพื้นที่เสี่ยง การปิดช่อง การปฏิบัติตัว การห้ามกักตุนสินค้า การขึ้นราคาสินค้า การห้ามเสนอข่าวบิดเบือนจะมีการประกาศตามมาอีกครั้ง ยืนยันว่าภายใต้พรก.ฉบับนี้จะไม่มีการปิดร้านค้าในการจำหน่ายสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน แต่อาจจะไม่สะดวกบ้าง แต่ต้องสละเพื่อส่วนรวม

 

ในการดำเนินการควบคู่กันไปในการกักตัวจะใช้เทคโนโลยี ในการกำหนดโลเคชั่นในการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูประเทศ นอกจากนี้จะปรับปรุงให้การสื่อสารให้ถูกต้อง ชัดเจนและครบถ้วน ให้มีการแถลงข่าวมาตรการ สถานการณ์ คำแนะนำวันละหนึ่งครั้ง เพื่อลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน จะได้รับข้อมูลเป็นทางการ โปร่งใสทุกวัน จึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้เพิ่มความรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูล โดยใช้ข้อมูลจากทีมงานเฉพาะกิจ แทนการสัมภาษณ์บุคลากรทางการแพทย์ สื่อจะเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ภัยครั้งนี้  ส่วนโซเชียลสามารถร่วมแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยกันรายงานการแชร์ข่าวปลอม ช่วยการสร้างสรรค์ให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายกว้างขวางยิ่งขึ้น

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ คุมระบาดโควิด

และขอเตือนคนหาผลประโยชน์บนความเป็นความตาย อย่าคิดว่าจะหลุดรอด ต่อไปจะใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดอย่างไม่ปราณี  การใช้กฎหมายควบคุมโรคจะเข้มขึ้นทั่วประเทศ เอาผิดราชการในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ภาครัฐไม่สามารถทำงานในภาวะวิกฤติได้ทั้งหมด  เรามีคนเก่งมากมายที่พร้อมช่วยแก้ปัญหา จะกระจายทีมงานในการสร้างความไม่เข้าใจ รับทราบศักยภาพในการแก้ไขปัญหา ต่อจากนี้

 

“มาตรการต่อจากนี้ในการแพร่ระบาดจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้น อาจจะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ขอให้มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องชีวิตของคนไทยทุกคน ถ้ามีความจริงจัง ในเวลาไม่นานจะก้าวพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ อาจจะเป็นช่วงเจ็บปวด แต่ท้าทายและดึงสิ่งที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน ในการ คือความกล้าหาญ ความรัก ความเสียสละที่จะเอื้ออาทรต่อกัน เพื่อก้าวผ่านไปได้ ความมีน้ำใจ ไวรัสสร้างความเสียหายก็จริง แต่ไม่สามารถทำร้ายได้คือความดีงามในคนไทย ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นว่าจะเดินหน้านำพาประเทศไทยนำผ่านพ้นวิกฤตินี้ให้ได้  ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นและร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติให้ได้ ประเทศไทยจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้งแล้วเราจะชนะอีกครั้ง”

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ คุมระบาดโควิด

จากนั้นมีการเผยแพร่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ระบุว่า  โดยที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรค ที่ติดต่อได้ง่ายและเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อ ประกอบกับในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทั้งยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง จึงมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจํานวนมากทั่วโลก จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการระบาดใหญ่ และขอให้ ประเทศในกลุ่มอาเซียนบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเด็ดขาดยิ่งขึ้น การระบาดของโรคดังกล่าวจึงเป็นสถานการณ์ อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนซึ่งต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อ ควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ประกอบกับมีการกักตุนสินค้าจําเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุม ติดตามการระบาด การป้องกัน และการรักษาโรค ตลอดจนการกักตุนเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งจําเป็นต่อการ ดำรงชีวิตประจําวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนอันจะเป็นการซำ้เติมความเดือดร้อน ของประชาชน กรณีจึงจําเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน และการดํารงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน
 

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน ทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร สําหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปควบคู่กัน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2563 จนถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2563

 

ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2563
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี