22 เมษายน 2021

สรุปเหตุผล-ที่มา มติ ครม.ชะลอการขยายเกษียณอายุราชการ เป็น 63 ปี ได้ที่นี่

03 Mar 2021 03:10 น.
อ่าน 6,702 ครั้ง

สรุปเหตุผล-ที่มา มติ ครม.ชะลอการขยายเกษียณอายุราชการ เป็น 63 ปี ได้ที่นี่

เปิดเหตุผล-ที่มา-ความจำเป็น มติครม.เห็นชอบชะลอการขยายเกษียณอายุราชการ จาก 60 ปีเป็น 63 ปี เพราะเหตุใด-จำเป็นมากแค่ไหน สรุปครบที่นี่


ในปี 2564 ประเทศไทยเดินเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์มีสัดส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 20 % ของประชากรทั้งประเทศ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 30 % ภายในปี พ.ศ.2573 ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการออกมารองรับ ซึ่งที่ผ่านมาทุกภาคส่วนผลักดันแผนรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยมาต่อเนื่อง ในส่วนของข้าราชการพลเรือนนั้น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารบุคลากรภาครัฐ ได้ศึกษาหาแนวทางเกี่ยวกับการขยายอายุเกษียณราชการ จาก 60 ปีเป็น 63 ปี โดยไม่ครอบคลุมหน่วยงานที่ต้องใช้ศักยภาพทางร่างกาย เพื่อรองรับสังคมสูงวัย และสนับสนุนให้บุคลากรภาครัฐมีงานทำหลังเกษียณ รวมถึงการบริหารกำลังคนภาครัฐในช่วงวัยต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ในรายงาน สำนักงาน ก.พ. มีข้อเสนอแนะ เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังเกษียณอายุ 60 ปี เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา โดยสำนักงาน ก.พ. ได้จัดให้มีการประชุมพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เห็นตรงกันเกี่ยวกับมาตรการชะลอการขยายเกษียณอายุราชการ ดังต่อไปนี้ 

1.เห็นด้วยกับการชะลอการขยายเกษียณอายุราชการตามแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม ระบบการคลังและงบประมาณของรัฐบาลซึ่งควรใช้จ่ายงบประมาณที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดการจ้างงานกลุ่มเปราะบางก่อนเป็นอันดับแรก

ข้อเสนอแนะ

หากสามารถจัดการสถานการณ์โควิด-19 ได้แล้วให้นำเรื่องนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เพื่อขอความเห็นและพิจารณาใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไปได้ 



2.เห็นด้วยกับการจ้างงานเพื่อใช้ศักยภาพข้าราชการเกษียณ ที่เสนอให้มีการกำหนดทางเลือกที่หลากหลายในการจ้างงานข้าราชการที่เกษียณอายุราชการควบคู่ไปกับมาตรการขยายอายุเกษียณ

ข้อเสนอแนะ

ทั้งนี้ พิจารณาตามความจำเป็นและความต้องการบุคลากรในแต่ละตำแหน่งสาขา เช่น ตำแหน่งที่ขาดแคลนกำลังคน ตำแหน่งที่ต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และให้พิจารณาจ้างข้าราชการเกษียณอายุในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การจ้างเหมาบริการ การรับงานไปทำที่บ้าน เป็นต้น


3.เห็นด้วยกับการศึกษาเพื่อปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวได้มีการเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง และจะได้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลและแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับกันต่อไปด้วย 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ.เมื่อปี 2562 ระบุว่า ภาพรวมการจ้างงานภาครัฐมีกำลังคนภาครัฐทุกประเภท 3.22 ล้านอัตรา จำนวนมากที่สุด คือ ข้าราชการ จำนวน 1,871,779 คน รองลงมา คือ พนักงานรัฐวิสาหกิจ จำนวน 304,868 คน ลูกจ้างชั่วคราว 300,527 คน พนักงานจ้าง 246,562 คน พนักงานราชการ 146,099 คน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 107,878 คน พนักงานมหาวิทยาลัย 82,836 คน และพนักงานองค์การมหาชน 11,828 คน

ช่วงปี 2551-2560 พบว่า ข้าราชการทุกประเภทเกษียณอายุประมาณ 391,000 คน หรือ เฉลี่ยปีละ 39,104 คน ขณะที่ในปี 2562 อัตราเกษียณข้าราชการพลเรือน 28,400 อัตรา จัดสรรคืนส่วนราชการจำนวน 27,774 อัตรา และเกลี่ยให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงจำนวน 626 อัตรา

ขณะที่สำนักงบประมาณประมาณการรายจ่ายแผนงานบุคลากรภาครัฐ ในปีงบประมาณ 2563 จะลดลงจาก 1,060,960 ล้านบาท ในปี 2562 เหลือ 823,583.88 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2563 จากนั้นจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 860,730.32 ล้านบาท และ 898,509.55 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 ตามลำดับ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend