เงินร้อนทะลัก เตือนบาทแข็งช่วงสั้น

17 พ.ย. 2563 | 10:45 น.

โลกรับข่าวดี ทุนทะลักตลาดหุ้น ดันค่าบาทแข็งพรวด นักวิจัยเตือนรอบนี้แค่เก็งกำไรระยะสั้น ระวังเด้งกลับจากเทขายปรับฐาน เชื่อบาทแข็งค่าไม่นาน เหตุเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ

โลกรับข่าวดีต่อเนื่อง  หลังสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนผู้นำ ปลดล็อกการค้า ตามมาติดๆ ด้วยความคืบหน้าพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ขณะที่ในประเทศแกนนำม็อบเยาวชนส่งสัญญาณ “ปรองดอง” ส่งผลตลาดเงิน-โภคภัณฑ์ เด้งรับถ้วนหน้า เงินทุนไหลเข้า ดันดัชนีตลาดหุ้นพุ่ง ส่งผล บาทแข็งค่า พรวด 2.04% แต่สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจเวลานี้ นักวิเคราะห์เตือนให้ระวัง เนื่องจากกลไกเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกระยะ และทุนไหลเข้าครั้งนี้คาดมาระยะสั้นและพร้อมขายออกเพื่อปรับฐานเท่านั้น

 

นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคาร ทหารไทย หรือ TMB Analytics เปิดเผยว่า สกุลเงินเอเซียปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วง 4 วันที่ผ่านมา (4-6 พ.ย. 2563) โดยเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น 3.55% รองลงมาคือ สกุลเงินวอน 2.19% ตามด้วยสกุลเงินบาทที่แข็งขึ้น 2.04 % ขณะที่เงินริงกิต ดอลลาร์สิงคโปร์ และหยวนก็แข็งค่าขึ้น แต่น้อยกว่าคือที่ 1.29% 1.11% และ 0.17% ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ค่าเงินบาท ยังมีทิศทางแข็งค่า แต่ไม่น่าจะเกิน 30 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากไตรมาส 4 ปีนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงินจะลดลง ขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเติบโตดีนัก จึงยากที่เงินบาทจะแข็งค่า

เงินร้อนทะลัก เตือนบาทแข็งช่วงสั้น

“เงินที่เข้ามาในตลาดบอนด์ เป็นการเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดเงิน ไม่ใช่เกิดจากธุรกรรมการค้าขายจริง เพราะหากดูจากเงินลงทุนโดยตรงหรือ FDI ไม่ได้เติบโต ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามาพักเฉพาะ 3 วัน จะได้ผลตอบแทน 2% ถ้าไม่เฮดจ์ โดยเฉพาะวันที่ 9 พ.ย.มีเงินเข้ามา 2,200 ล้านบาท หลังจากเข้ามาแล้ว 15,000 ล้านบาทในวันที่ 6 พ.ย. แต่หลังจากนี้ ก็จะเป็นสัญญาณขายออก เมื่อมีความชัดเจนเรื่องนโยบาย ตลาดจะกลับสู่ความเป็นจริง เพราะอย่าลืมว่า การแพร่ระบาดของโควิดยังคงอยู่ และเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ ซึ่งที่ผ่านมา Overshoot ไป”

ส่วนตัวมองว่า ตลาดรับข่าวการเลือกตั้งสหรัฐมากเกินไป เห็นได้จากตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นมาก(เช่น ตลาดหุ้นจาการ์ต้าบวกขึ้น 7.60% SET50 บวกขึ้น 7.01% ฮั่งเส็ง 5.84%) แต่หากมองถึงเส้นทางของ นายโจ ไบเดน ในช่วงปีแรกนั้น ความเป็นจริงไม่น่าจะดำเนินนโยบายหรือปรับท่าทีมากระตุ้นการค้าได้เสรีในทันทีต่อจากยุคของนายโอบามา เพียงแต่หลังผลเลือกตั้งสหรัฐ ตลาดอาจคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากการที่พรรคเดโมแครตกลับมา ซึ่งไม่น่าจะใช่ เพราะยังไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ทั้งจากสภาสูงและสภาล่างรวมทั้งวุฒิสภาในสหรัฐ

เงินร้อนทะลัก เตือนบาทแข็งช่วงสั้น

ส่วนการดูแลค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น การแข็งค่าของเงินบาทรอบนี้ ธปท.ทำงานง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง อาจต้องมีมาตรการชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอออกพันธบัตร หรือการส่งเสริมให้คนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) มากขึ้น ยกเว้นกรณีถ้าเงินบาทแข็งค่าหนักมากถึง 29 บาท/ดอลลาร์ จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงหรือยาแรง เช่น บังคับเงินที่จะเข้ามาลงทุนต้องป้องกันความเสี่ยง (เฮดจ์) ในสัดส่วน 1 ใน 3 ซึ่งกรณีนี้ค่อนข้างแรงและกระทบตลาดมาก ส่วนนโยบายการลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ช่วยอะไร

 

ขณะที่บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า แม้ นักลงทุนต่างชาติ มีสถานะขายสุทธิ ทั้งในตลาดหุ้นและพันธบัตรตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จำนวน 302,810 ล้านบาท และ 45,462 ล้านบาทตามลำดับ แต่คงต้องติดตามสัญญาณเงินทุนไหลเข้าที่เริ่มเห็นในตลาดพันธบัตรไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งสหรัฐ

สอดคล้องกับนายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย(CIMBT)กล่าวว่า ระยะยาวด้วยนโยบายของนายโจ ไบเดน ไม่สามารถกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจัดเก็บภาษีนิติบุคคล หรืออาจจะเพิ่มเติมโดยเฉพาะเพิ่มกฎระเบียบกับบริษัทในสหรัฐ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับธุรกิจในสหรัฐ จึงต้องติดตามดูว่าจะมีการตั้งกฎระเบียบรวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีด้วยหรือไม่ เพราะประเด็นเหล่านี้ทำให้คนโยกเงินออก ซึ่งเงินที่ไหลเข้าตลาดใหม่และไทยนั้นอาจจะเป็นการพักเงินในตลาดเกิดใหม่ เพื่อรอความชัดเจนเรื่องนโยบาย

เงินร้อนทะลัก เตือนบาทแข็งช่วงสั้น

สำหรับเงินบาทแข็งค่าเร็วมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากความน่าสนใจของดอลลาร์ลดลง ซึ่งช่วงก่อนหน้าของการเลือกตั้งในสหรัฐมีการถือเงินดอลลาร์ตุนไว้ แต่ภายหลังผลการเลือกตั้งเกิดการเทขายดอลลาร์ไปถือสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งทองคำด้วย ทำให้ดอลลาร์กลับมาอ่อนค่า ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทก็ไม่ได้แข็งค่ากว่าสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากนัก

 

เช่นกันนายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investment Office บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS CIO) ชี้ว่า ทิศทางฟันด์โฟล์มีแนวโน้มจะไหลกลับตลาดเกิดใหม่และเอเซีย เพราะนโยบายการเงินสหรัฐอยู่ในระดับผ่อนคลายและราคาหุ้นยังแพง โดยฟันด์โฟล์ที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จะมาพักที่ตลาดพันธบัตรก่อน เงินบาทจึงจะแข็ง หลังจากนั้นอาจเห็นนักลงทุนเริ่มแบ่งสัดส่วนลงตามแต่ละประเทศ

เงินร้อนทะลัก เตือนบาทแข็งช่วงสั้น

กรณีประเทศไทยนั้นไม่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในหุ้นนานแล้ว เพราะส่วนใหญ่ย้ายไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน ถ้าจะมีส่วนใหญ่จะลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะมีความผันผวนของดอกเบี้ยและค่าเงินน้อย

 

“นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นที่พักเงิน ส่วนหนึ่งคิดว่าเงินบาทมีความผันผวนต่ำ และเป็นที่พักเงินที่ดี เช่น ช่วง 2-3 วันมีเงินไหลเข้าไทยราวสองหมื่นล้านบาท ก็เป็นการเข้ามาพักรอความชัดเจนก่อน”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธปท.ประเมินสินเชื่อโต 5% เอ็นพีแอลขยับ มั่นใจแบงก์ตุนเงินทุนสำรองรับมือ

ธปท.รุดหาช่องปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ธปท.แจงเดือนพ.ค.ถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่า 2.71%เหตุดอลลาร์สหรัฐอ่อน

ส่งออก-ท่องเที่ยวผวา! บาทแข็งค่าหนักลามธุรกิจปี63ธปท.แจงเดือนพ.ค.ถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่า 2.71%เหตุดอลลาร์สหรัฐอ่อน

 

หน้า 1  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,626 วันที่ 12 - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563