สธ.เล็งขึ้นทะเบียนวัคซีน 14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์ พร้อมฉีดปลายเดือนเน้นกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงวัย

10 ม.ค. 2564 เวลา 23:17 น. 469

สธ.ตั้งเป้า 14 ก.พ. สามารถขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 พร้อมฉีดล็อตแรกในไทยปลายก.พ. ย้ำทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรัดกุม เน้นความปลอดภัย   

 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำคณะแถลงวานนี้ (10 ม.ค.) เกี่ยวกับ ความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยระบุว่า การซื้อวัคซีน 2 ล้านโดส จาก บริษัท ซิโนแวค จากประเทศจีน เป็นวัคซีนเชื้อตาย เป็นเทคโนโลยีดั้งเดิม มีความปลอดภัยสูง ที่ประเทศจีนมีการฉีดให้กับประชาชนจำนวนมากและเป็นการใช้ในกรณีฉุกเฉิน ยังไม่พบว่ามีรายงานผลข้างเคียงชนิดรุนแรงแต่ประการใด และคงจะได้ขึ้นทะเบียนในประเทศจีนในเร็ววัน

 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.

ทั้งนี้ การนำเข้ามาใช้ในไทยนั้นจะเป็นการทยอยนำเข้ามา โดยล็อตแรกจากบริษัท ซิโนแวค จะมาถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ 2 แสนโดส  ล็อตถัดไปคือ เดือนมีนาคม 8 แสนโดส และเมษายน 1 ล้านโดส ซึ่งการทยอยนำเข้ามาก็จะทำให้ไทยได้เกิดการเรียนรู้ จากนั้นเดือนพฤษภาคมก็จะเป็นวัคซีนล็อตใหญ่จากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 26 ล้านโดส และหลังจากนั้นอีก 35 ล้านโดส ซึ่งเท่ากับว่า โดยรวมที่มีการจัดหาวัคซีนใช้ประเทศไทยประมาณ 60 กว่าล้านโดส สำหรับคนไทยประมาณ 30 ล้านคน

 

ในเบื้องต้น เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้สำรองงบกว่า 1,000 ล้านบาท จัดซื้อมาก่อนระหว่างที่รัฐบาลยังไม่ได้โอนงบมาให้” ปลัด สธ.กล่าว และเสริมด้วยว่า วัคซีนของทั้งสองบริษัทจะต้องมีการขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนนำมาใช้  ทั้งนี้ ในกระบวนการขึ้นทะเบียนนั้น ล็อตแรกคาดว่าทางอย. จะขึ้นทะเบียนได้ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งตั้งใจจะให้ตรงกับวันแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์)

 

ด้านแผนการจัดสรรวัคซีน 2 แสนโดสแรกนั้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้สูงอายุ วัย 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจะฉีดให้กับบุคลากรสาธารณสุขและบุคลากรที่ทำงาน “หน้าด่าน” ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 5 จังหวัด คือ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยองจันทบุรี และตราด โดยจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ในวันที่ 11 มกราคมนี้ หากผ่านความเห็นชอบ จะเข้าสู่แผนการเตรียมความพร้อม พิจารณาสถานพยาบาลที่จะจัดบริการฉีด การอบรมเจ้าหน้าที่ และการลงทะเบียนด้วยแอปพลิเคชัน เนื่องจากมีการเคลื่อนของคน การใช้แอปฯจึงสะดวกในการลงทะเบียนและติดตามการฉีดวัคซีนให้ครบ 2 เข็ม และติดตามผลหลังการรับวัคซีนด้วย รวมทั้งผลข้างเคียงจากวัคซีน

 

ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข

“หลังการรับวัคซีน กรมควบคุมโรคร่วมกับทางอย. และสถานพยาบาล จะดำเนินการติดตามเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการรับวัคซีนทุกราย เป็นเวลา 4 สัปดาห์ หากมีอาการอะไรก็จะมีระบบบันทึกข้อมูล หากมีอาการรุนแรง จะมีคณะกรรมการตรวจสอบอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีน หากรุนแรงมาก และคิดว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนก็จะสอบสวนและหยุดการฉีดวัคซีนไว้”  นพ.โอภาสกล่าว และว่า การฉีดวัคซีนจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล การกระจายวัคซีนส่วนกลางจะมีคลังของกรมควบคุมโรค ร่วมกับ อภ. ส่งกระจายไปยัง รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป แล้วค่อยกระจายต่อไปยัง รพ.ชุมชน รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมๆ มีจุดให้บริการกว่า 11,000 แห่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนใกล้บ้านที่สุด”

 

ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนว่า เป็นเครื่องมือหนึ่งในการหยุดการแพร่ระบาดของโรคระบาดในสังคม อาจจะไม่ต้องฉีดครบ 100% แต่การมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาในระดับหนึ่งจะลดอำนาจการแพร่กระจายเชื้อได้ การระบาดในสังคมนั้นจะลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งท้ายที่สุดจะหยุดการแพร่ระบาดได้ แต่ก็อาจจะเจอผู้ป่วยประปราย ประเทศไทยก็เช่นกัน

 

ทั้งนี้ การจัดหาวัคซีนต้องมีการพิจารณาข้อมูลหลายด้านอย่างรอบคอบ เช่น คุณสมบัติของวัคซีน ราคา จำนวนที่จะได้มา และระยะเวลาที่จะได้วัคซีนเข้ามา เพราะการเจรจาซื้อวันนี้ใช่ว่าจะได้เลย ต้องรอ วัคซีนบางตัวอาจจะรอนาน 8 เดือน 1 ปี ทั้งนี้ ต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลแล้วเลือกที่ปลอดภัยกับประชาชน ซึ่งไทยได้เจรจาไว้หลายตัวเพื่อเป็นทางเลือก แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 3 ชนิด เพราะถ้ามากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการซับซ้อนและสับสน

 

ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีวัคซีนที่ผ่านการทดลองในคนระยะที่ 3 (เฟส 3) แล้วไม่กี่ราย อาทิ วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ เป็นวัคซีนประเภท mRNA ประสิทธิผล 95% ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 21 วัน ส่วนวัคซีนของบริษัท โมเดอร์นา ชนิด mRNA เช่นกัน ประสิทธิผล 94.5% ทั้ง 2 ชนิดได้รับการขึ้นทะเบียนที่สหรัฐอเมริกาแล้ว โดยของไฟเซอร์ขึ้นทะเบียนที่อังกฤษด้วย

 

นอกจากนี้ ก็มีวัคซีนของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า เป็นวัคซีนประเภท Viral vecter ประสิทธิผลอยู่ที่ 62-90% อยู่ที่ปริมาณการฉีด มีการขึ้นทะเบียนแล้วที่อังกฤษ โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 28 วัน ส่วนวัคซีนของรัสเซียเป็น ชนิด Viral vecter ประสิทธิผลผล 92% ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 24 วัน และวัคซีนเชื้อตายของบริษัทในประเทศจีน ประสิทธิผลอยู่ที่ 79% ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 21 วัน และสำหรับวัคซีนเชื้อตายของบริษัทซิโนแวค ประสิทธิผลที่78% ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 14 วัน อยู่ระหว่างการยื่นขึ้นทะเบียนที่ประเทศจีน

 

ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข

 

“วัคซีนแต่ละตัวจะมีผลข้างเคียง ซึ่งผลข้างเคียงทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดบริเวณข้างเคียงที่ฉีด ยังไม่พบรายงานผลข้างเคียงรุนแรงของวัคซีนทั้ง 5 ตัว แต่มีข้อสังเกตว่าการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในช่วงนี้เป็นการใช้ในภาวะเร่งด่วน อยู่ในภาวะที่ทยอยฉีดและเก็บข้อมูลไปด้วย ดังนั้น พอใช้วัคซีนไปจำนวนมากกว่าล้านคนขึ้นไปผลข้างเคียงที่อาจจะพบได้ยากหากฉีดในจำนวนคนน้อย ๆ ก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้น เช่น วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ที่มีการรายงานของศูนย์ควบคุมป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (US CDC) ที่มีรายงานการแพ้วัคซีนชนิดรุนแรงจากการใช้ในวงกว้างอัตราส่วน 11 ต่อ 1 ล้านการฉีด เป็นต้น ซึ่งวัคซีนตัวอื่น ๆ ก็จะมีการเก็บข้อมูลแบบนี้เช่นเดียวกันก็จะทำให้เราพบข้อมูล ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนในภาวะเร่งด่วนที่มีการระบาดหนักต้องชั่งน้ำหนักผลที่จะได้ ในแง่ของการควบคุมการระบาด ลดอัตราป่วย อัตราการเสียชีวิต กับผลข้างเคียงของวัคซีน” นพ.นครกล่าวในที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักบิ๊กวัคซีนจีน “ซิโนแวค ไบโอเทค”

รู้จักวัคซีน AZD1222 ของแอสตร้าเซนเนก้า ที่ไทยเลือกใช้

“ซีพี” ตอบทุกประเด็นซื้อหุ้น “ซิโนแวค” หนุนการผลิตวัคซีนโควิด

แท็กที่เกี่ยวข้อง