
เช็กที่นี่ คนช่วงวัยไหน เป็นตัวการ "แพร่เชื้อโควิด" มากที่สุด
โฆษกศบค. เผย องค์การอนามัยโลกระบุ คนช่วงอายุ 20-40 ปี เป็นตัวการแพร่โควิดมากที่สุด เผยความเสี่ยง เป็นการแพร่โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ
วันนี้ (21 ส.ค. 63) นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า ผู้อำนวยการภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุคนช่วงวัย 20 ปี 30 ปี และ 40 ปี เป็นตัวการการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนามากขึ้นเรื่อย ๆ และหลายคนไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ
ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการระบาดไปสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น คือ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ผู้ที่ต้องได้รับการดูและระยะยาว ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและพื้นที่ด้อยโอกาส
นอกจากคนหนุ่มสาวแล้ว โควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อคนรุ่นเด็กด้วย ทั้งนี้ การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอีกรอบทำให้บางประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมอีกครั้ง หลายประเทศที่เคยคุมโควิด-19 ได้แล้วกลับมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก เช่น เวียดนาม ที่ใช้มาตรการสกัดโรคเชิงรุกจนไม่มีการติดเชื้อในประเทศมานานถึง 3 เดือน ก็มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เช็กด่วน ศบค. เคาะ "คลายล็อก" เพิ่ม 3 กิจกรรม
เปิดจดหมาย "โรงเรียนราชินี" ถึงผู้ปกครอง
อ่วม! ทั่วโลกติดโควิด-19 ทะลุ 22.8 ล้านราย เสียชีวิต 7.9 แสนราย
พร้อมขนาดไหน? ถ้าไทยต้องซื้อวัคซีนโควิด-19(มีคลิป)
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยวันที่ 21 ส.ค.63 ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,390 ราย (ติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย และสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 453 ราย) หายป่วยเพิ่มขึ้น 1 ราย ทำให้มีผู้ที่หายป่วยแล้วรวม 3,219 ราย และมีผู้รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล 113 ราย โดยไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ตัวเลขยังคงเดิมที่ 58 ราย
สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 รายดังกล่าวเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างสิงคโปร์ คัดกรอง ณ ด่านฯ และเข้าสถานที่กักกัน (Quarantine) เป็นชายไทย อายุ 56 ปี อาชีพพนักงานบริษัท/โรงงาน เดินทางถึงไทยวันที่ 7 สิงหาคม 2563 (เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 3 ราย) เข้าพัก State Quarantine ในจังหวัดชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 18 สิงหาคม ผลตรวจพบเชื้อไม่มีอาการ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการ ศบค. ได้เน้นย้ำให้มีการชี้แจงเกี่ยวกับตัวเลขต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของประเทศไทยให้ประชาชนได้รับทราบถึงศักยภาพของประเทศไทยและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันดำเนินการจนตัวเลขต่าง ๆ ออกมาเป็นผลที่น่าพอใจ โดยเฉพาะขณะนี้ตัวเลขผู้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเหลือเพียง 113 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกด้วย
โฆษก ศบค. ย้ำว่าการสวมใส่หน้ากากผ้าและหน้ากากอนามัยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เนื่องจากผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบขณะนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามการติดเชื้อที่เกิดขึ้นหรือหากจะมีการติดเชื้อใหม่เช่นที่เกิดขึ้นในหลายประเทศก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นความผิดของใคร เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นโรคระบาดที่สามารถเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกัน และไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งในประเทศไทยขณะนี้ทุกคนก็ช่วยกันสวมใส่หน้ากากผ้าและหน้ากากอนามัยทำให้สถานการณ์ของไทยดีขึ้น และสามารถยืนระยะยาวมาได้จนปัจจุบัน และขอให้เรียนรู้สถานการณ์จากต่างประเทศเพื่อนำกลับดูแลตัวเองและประชาชนคนไทยของเรา
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ด้านสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของโลก พบผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมอยู่ที่ 22,800,000 กว่าราย โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่วันเดียวเพิ่มถึง 278,000 กว่าคน เสียชีวิตไปแล้ว 790,000 กว่าราย ซึ่งประเทศที่มีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก อันดับที่ 1 คือสหรัฐอเมริกา ตามด้วยบราซิล อินเดีย รัสเซีย และแอฟริกาใต้ ตามลำดับ โดยเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ของอินเดียเมื่อวานนี้เพิ่มขึ้นสูงที่สุดวันเดียวถึง 68,000 กว่าราย
ขณะที่ประเทศในเอเชียพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีการติดเชื้อใหม่ระลอกที่ 2 เกิดขึ้น ซึ่งจากตัวเลขหลักสิบขณะนี้ได้เพิ่มไปที่หลักร้อยแล้ว ขณะเดียวกันสถานการณ์แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่ของโลกและเอเชียก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ ส่วนประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 115 ของโลก ซึ่งสถานการณ์ดีกว่าอีกหลายประเทศทั่วโลก
โฆษก ศบค. กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภาพรวมทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง และคนไทยและคนต่างชาติจากต่างประเทศยังคงเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสถานการณ์ภายในประเทศได้มีการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง โดยในตอนนี้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศยังจำเป็นต้องกักตัวใน State Quarantine และต้องใช้เครื่องมือในการติดตามตัว ซึ่งตอนนี้กฎหมายที่ต้องเข้าไปจัดการพัฒนายังไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรไทย (คราวที่ 5) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563
WHO เตือนยุโรปการ์ดตก สาเหตุโควิด-19 ระบาดรอบใหม่
"หมอยง" ชี้ 4 ความเป็นไปได้ โควิด-19 พบเชื้อหลังพ้นระยะกักตัว 14 วัน






