
มีเงินจ่ายชัวร์ "เยียวยา5พัน" 14ล้านคน นาน3เดือน
ครม.แจงยิบ เงิน3ส่วนวงเงิน 2.1แสนล้านบาท มีจ่ายชัวร์ "เยียวยา5พัน" หลังขยายจ่ายจาก 9 เป็น 14ล้านคน นาน3เดือน
จากกรณีที่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันอังคารที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้จ่าย เยียวยา 5 พันบาท ในมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา(โควิด-19) ที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com เพิ่มจาก 9 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน เป็นระยะเวลา 3 เดือน
“ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบข้อมูล มตินี้กระทรวงการคลังเสนอทบทวนมติครม.เกี่ยวกับ มาตรการฯ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง จึงเสนอขยายกรอบวงเงินสําหรับใช้ในการดําเนินโครงการจากเดิม จํานวน 45,000 ล้านบาท เป็น จํานวน 210,000 ล้านบาท โดยคำนวณภายใต้ เงิน เยียวยา5พันบาท ต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน จากผู้ได้สิทธิ์ 14 ล้านคน
โดยเงินเยียวยา5พัน จะใช้เงินจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงิน สํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น จํานวนไม่เกิน 45,000 ล้านบาท ที่ได้รับจัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 เพื่อชดเชยรายได้ในเดือนเมษายน 2563
2. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการ เงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เพิ่มเติม จํานวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อการ ชดเชยรายได้ของผู้เข้าข่ายได้รับสิทธิจํานวน 14 ล้านคน ในเดือนเมษายน 2563
3. เงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 จํานวนไม่เกิน 140,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยรายได้ของผู้เข้าข่ายได้รับสิทธิจํานวน 14 ล้านคน ในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน 2563
ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม) เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2563 ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ขยายจำนวนผู้รับเงินชดเชยเยียวยาจากรัฐบาลเนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 จาก 9 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน เนื่องจากพิจารณาจากจำนวนของผู้ที่ได้รับผลกระทบที่มาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก และเมื่อตรวจสอบสิทธิ์ตามที่ได้ ยื่นทบทวนสิทธิ์ หรือ อุทธรณ์ เข้ามาพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเป้าหมายเดิมอย่างมาก
ดังนั้นจึงขอขยายจำนวนคนที่เข้าโครงการซึ่งจะได้รับเงินจากภาครัฐเดือนละ 5,000 บาทเป็นระยะเวลา 3 เดือน ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 135,000 ล้านบาท เป็น 210,000 ล้านบาทซึ่งเงินในส่วนนี้จะใช้จ่ายงบประมาณฯจาก ทั้งเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งใช้เงินจากการโอนงบประมาณ 2563






