20 ตุลาคม 2019

อ้อนจีนนำเข้าข้าวจีทูจี 1.3 ล้านตัน พ่วงซื้อยางอีก 1.8 แสนตัน

21 Sep 2019
อ่าน 3103 ครั้ง

“จุรินทร์”สวมบทเซลล์แมน อ้อนจีนเร่งนำเข้าข้าวจีทูจีอีก 1.3 ล้านตัน ทวงเอ็มโอยูนำเข้ายางอีก 1.8 แสนตัน กล่อมชิโนเคม-ฉงชิ่ง ฉางอาน เหมิงเชิง ลงทุนผลิตยางรถยนต์ที่สงขลา พร้อมเล็งจัดเทศกาลผลไม้ที่หนานหนิง ต.ค.นี้หวังรักษาแชมป์ผลไม้ไทยในแดนมังกร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมและเป็นตัวแทนประเทศไทยนำพาคณะมาร่วมพิธีเปิด CHINA-ASEAN expo ครั้งที่ 16 เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง นครหนานหนิง ประเทศจีนนั้น ยังมีไฮไลต์สำคัญในการเจรจากับจีนเพื่อให้นำเข้าสินค้าเกษตรไทยเพิ่มขึ้นทั้งข้าว ยางพารา และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 

 

โดยในโอกาสนี้นายจุรินทร์ ได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีของจีน(นายหาน เจิ้ง) ได้หารือกันถึงเรื่อง MOU ระหว่างสินค้าเกษตรไทยกับจีนซึ่งเคยมีการทำไว้เรื่องข้าว 2 ล้านตัน ในช่วงที่ผ่านมาประเทศจีนซื้อข้าวไปทั้งสิ้น 7 แสน ตันเหลืออีก 1.3 ล้านตันโดยทางไทยต้องการให้บรรลุผลในทางปฏิบัติ  

 

แหล่งข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ข้าวจำนวน 1.3 ล้านตันดังกล่าว แบ่งเป็นข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี)ที่เซ็นเอ็มโอยูกันไว้ในช่วงรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.)จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งได้เจรจาซื้อขายและส่งมอบไปแล้ว 7 แสนตัน ยังต้องเจรจาเรื่องราคาเพื่อซื้อขายอีก 3 แสนตัน ส่วนอีก 1 ล้านตันเป็นข้าวจีทูจีที่รัฐบาล คสช.เคยเจรจาไว้กับทางการจีนเมื่อปี 2557 โดยจะใช้ข้าวเก่าในสต๊อกรัฐบาลในการส่งมอบ แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้ระบายข้าวเก่าในสต๊อกไปเกือบหมดแล้ว ดังนั้นต้องใช้ข้าวใหม่ในการส่งมอบ ซึ่งครั้งนี้นายจุรินทร์ได้เจรจากับทางจีนเพื่อให้เร่งเซ็นเอ็มโอยูข้าวจีทูจีกับไทยอีก 1 ล้านตันในโอกาสต่อไป


 

ขณะในส่วนของยางพาราจีนได้มีการทำ MOU ที่จะซื้อยางพาราจากไทย 2 แสนตัน ที่ผ่านมาได้มีการซื้อไป 16,800 ตันซึ่งยังไม่ครบตาม MOU (เหลืออีก 1.83 แสนตัน)จึงได้นำเรียนรองนายกฯ ของจีนเพื่อให้ไทยสามารถส่งออกข้าวและยางพารามายังจีนได้มากขึ้น

“ครั้งนี้กระทรวงพาณิชย์กับการยางแห่งประเทศไทยได้มาร่วมกันส่งเสริมการส่งออกยางพารากับประเทศจีนเพิ่มเติม โดยมีการเจรจากับบริษัทผู้นำเข้ายางรายใหญ่ของจีนคือ ชิโน เคม กับ บริษัทฉงชิ่ง ฉางอาน เหมิงเชิง ซึ่งจะมีการพบปะเจรจากันต่อไปถึงการซื้อขายจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และยังได้แนะนำให้ไปลงทุนทำโรงงานผลิตยางในประเทศไทยที่ภาคใต้จังหวัดสงขลาที่มีนิคมอุตสาหกรรมยางโดยเฉพาะ โดยทางบีโอไอ ได้จัดทำ one top service  สำหรับผู้สนใจไปลงทุนทำอย่างที่ประเทศไทย”

ส่วนสินค้ามันสำปะหลังปกติแต่ละปีจีนจะนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยปีละประมาณ 7 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ในปีที่แล้วเกิดปัญหานำเข้าเพียง 3 ล้านตัน ในปีนี้ตั้งเป้าที่จะฟื้นตัวเลขเดิมให้กลับมาใหม่โดยตั้งใจที่จะมาขายมันสำปะหลังโดยเฉพาะมันเส้น 2.6 ล้านตัน และแป้งมัน 80,000 ตัน มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จภายในหนึ่งปีนับจากนี้เป็นต้นไป ในการมาครั้งนี้มีบริษัทลงนาม MOU 4 บริษัทใหญ่ที่จะนำเข้าทั้งมันเส้นและแป้งมันจากไทย โดยกว่างซีถือเป็นตลาดใหม่ของไทยที่สามารถบุกเบิกและนำส่งมายังพื้นที่นี้ได้อีกมากในอนาคต

 


 

สำหรับสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์จะทำต่อไปในเดือนพฤศจิกายนนี้ คือ จะเชิญผู้ใช้มันสำปะหลังและพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ เช่น ยางพารา และผลไม้จากทั่วโลกมาพบกับผู้ส่งออก และผู้ผลิตของไทยเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่วนเรื่องผลไม้ซึ่งจีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ครองตลาดร้อยละ 23 ลำดับตามมาคือประเทศชิลีร้อยละ 20 และเวียดนามร้อยละ 10 ในงานนี้ได้มีการทำ MOU ระหว่างผู้ส่งออกของไทยกับผู้นำเข้าของจีนได้ประมาณ 100 ล้านบาท โดยผลไม้ไทยที่มีศักยภาพในตลาดของจีน ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และลำไย เป็นต้น มีและผลไม้ดาวรุ่งตัวใหม่คือ มะพร้าวน้ำหอม

นายจุรินทร์จับมือในการหารือกับนายหลู ซินฉี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกวางซี

 

ทั้งนี้ในการเจรจากับกับ นาย หลู ซินฉี (Lu Xinshe) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกวางซี ได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยนหารือกันเป็นเวลานาน ซึ่งมณฑลกวางซี(มีเมืองหนานหนิงเป็นเมืองหลวงของมณฑลนี้)หนึ่งในเรื่องหลักได้หารือกันในเรื่องที่ประเทศไทยจะมาจัดเทศกาลผลไม้ที่จีน โดยเฉพาะในเมืองหนานหนิงในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จะช่วยเพิ่มการส่งออกผลไม้ไทยมายังเมืองกวางซีได้มาก และในเดือนพฤศจิกายน 2562 จะมีการจัดพบกันระหว่างผู้ส่งออกผลไม้ไทยกับผู้นำเข้าผลไม้ทั่วโลกอีกครั้งที่กรุงเทพฯ

 


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij