
ที่นี่ไม่มีความลับ : ขยะใต้พรมบนการคิด “ชักดาบหนี้ครู”
แม้ว่าคณะผู้ก่อการนำโดย อวยชัย วะทา จะอ้างว่าเป็นการขอพักหนี้ไม่ใช่ “การชักดาบ” แต่การเรียกร้องให้ครู 450,000 คน ที่เข้าโครงการณาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ช.พ.ค. หยุดการชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ นั่นก็คือการ “ชักดาบ” นั่นเอง เพราะการพักชำระหนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร ซึ่งต้องรอนโยบายรัฐบาล จึงไม่แปลกที่ ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะออกมาไม่เห็นด้วย พร้อมประโยคที่ว่า “มีหนี้ก็ต้องใช้” ลุงตู่ ยังยกกรณีตัวเอง ว่าเคยเป็นหนี้มาก่อนและใช้จนหมด ดังนั้น “ปฏิญญามหาสารคาม” จึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ความคิดเรื่องโครงการ ช.พ.ค. พยายามสร้างความชอบธรรมในการทำโครงการ แต่แท้จริงคือส่วนหนึ่งในการ “ทำนาบนหลังครู” เริ่มจากการให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้โครงการแรก ไม่เกิน 6 แสนบาทต่อคน แต่มีข้อกำหนดทุกคนที่กู้ต้องทำประกันภัย กับ บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีคนเป็นประธานธนาคารออมสินกับประธานบริษัท ทิพยประกันภัยฯ เป็นคนคนเดียวกัน (สืบเอาเองใคร แต่มีชื่อย่อว่า ส.) อันนี้จะถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ขัดกันหรือไม่? ปิดโอกาสประกันภัยบริษัทอื่นด้วย
เป็นที่ทราบกันในวงการประกันภัยว่า จะมีค่านายหน้าในการทำประกัน ปกติ 20% ของเบี้ยประกัน กรณีนี้ค่า “นายหน้า” เบี้ยประกันมากกว่า 2 พันล้านบาทไปหล่นใส่เท้าใคร ทั้ง “รมว.คลัง” และ “นายกฯ” ช่วยหาให้เจอเหมือนหา “ทีมหมูป่า”ในถ้ำหลวงหน่อย
ไม่เพียงเรื่องเบี้ยประกันภัย เงินปากถุงการกู้ที่ “ธนาคารออมสิน” ส่งมอบให้กองทุนครูและมีข่าวว่าผู้บริหารกองทุนนี้เอาไปลงทุนให้โรงไฟฟ้าบางโรงกู้แล้วเจ๊งไป 2.5 พันล้านบาท จน “หมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” ต้องสังคายนาและให้ธนาคารออมสิน ทำเป็นส่วนลดดอกเบี้ยให้ครูแทนการมาสมทบกองทุน เรื่องเหล่านี้ต้องไม่เงียบไป
เป็นโอกาสดีที่ครูส่วนหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือ แม้การเรียกร้องนั้นจะไม่ได้รับการตอบรับจากสังคม แต่เป็นการจุดชนวนที่ทำให้เราดมกลิ่นความฉ้อฉล “การทำนาบนหลังครู” ที่รัฐบาลจะละเลยไม่แก้ไขไม่ได้เสียแล้ว
| คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ
| โดย : เอราวัณ
| หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 16 ฉบับ 3385 ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ค.2561






