
ถอดบทเรียนจีน ปูทางกำกับดูแลนิวเคลียร์ไทย พลวัตอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลกและบทเรียนจากประเทศจีน
ถอดบทเรียนจีน ปูทางกำกับดูแลนิวเคลียร์ไทย พลวัตอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลกและบทเรียนจากประเทศจีน: ก้าวต่อไปของการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแลโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) โดย นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คอลัมน์ เข็มทิศความปลอดภัยนิวเคลียร์
การขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีในระดับสากลเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย ได้ติดตามและวิเคราะห์ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ การผลิตยูเรเนียม การจัดการกากกัมมันตรังสี ไปจนถึงการเลิกดำเนินงาน
ข้อมูลเหล่านี้เป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ ปส. นำมาใช้ประกอบการวางยุทธศาสตร์การกำกับดูแล เพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประเทศไทย
การประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูง (Advanced Reactors และ SMR) ความท้าทายหลักของหน่วยงานกำกับดูแลในปัจจุบันคือการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ ซึ่งข้อมูลเชิงประจักษ์จากประเทศจีนแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทั้งในกลุ่มเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
เทคโนโลยี Gen-III: เครื่องปฏิกรณ์ Hualong One (HPR1000) ของ CNNC ได้เข้าสู่การก่อสร้างแบบเป็นชุด โดยมีถึง 47 เครื่องที่กำลังเดินเครื่อง ก่อสร้าง และได้รับอนุมัติ การก่อสร้างโครงการ K-2/K-3 ในประเทศปากีสถานใช้เวลาสำหรับเครื่องแรกเพียง 59 เดือน และได้รับคะแนนเต็มจากประเมินของ WANO ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 และไตรมาสแรกของปี 2024
เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR): โครงการ ACP100 ที่มณฑลไห่หนาน ถือเป็นโครงการ SMR เชิงพาณิชย์บนบกแห่งแรกของโลก ซึ่งคาดว่าจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2027 เทคโนโลยีนี้มีกำลังการผลิต 125 MW ต่อโมดูล สามารถปรับใช้กับพื้นที่เกาะ โครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก และการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ที่สำคัญ ACP100 เป็นเทคโนโลยี SMR ตัวแรกของโลกที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยของเครื่องปฏิกรณ์ (GRSR) จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มผลิตไฟฟ้าลอยน้ำ ACP100S อีกด้วย
เทคโนโลยี Gen-IV: เครื่องปฏิกรณ์ระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูง (HTR-PM, 200 MW) ได้เดินเครื่องเต็มกำลังในเดือนธันวาคม 2023 และมีการเริ่มก่อสร้างโครงการ Xuwei ในปี 2025 เพื่อจัดหาไอน้ำอุณหภูมิสูงป้อนกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
มุมมองของ ปส.: การประเมิน GRSR ของ IAEA เป็นเครื่องมือสำคัญที่ ปส. ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาความปลอดภัยเชิงวิศวกรรมเบื้องต้น หากประเทศไทยมีการพิจารณานำเทคโนโลยี SMR หรือเครื่องปฏิกรณ์ประยุกต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมมาใช้ ปส. จะต้องเตรียมพร้อมกรอบการออกใบอนุญาต (Licensing Framework) ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีที่มีการระบายความร้อนรูปแบบใหม่และการใช้งานบนโครงสร้างลอยน้ำ
การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพการเดินเครื่อง ความมั่นคงของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ต้องอาศัยห่วงโซ่อุปทานที่มีคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้
ณ เดือนสิงหาคม ปี 2026 จีนมีเครื่องปฏิกรณ์ที่เดินเครื่องอยู่ 64 เครื่อง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือได้รับอนุมัติอีก 56 เครื่อง
ในปี 2025 การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์มีปริมาณสะสม 467.7 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (คิดเป็น 4.82% ของประเทศ) โดยไม่มีเหตุการณ์การดำเนินงานระดับ 1 ขึ้นไปตามมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ (INES)
ประเทศจีนสามารถผลิตอุปกรณ์หลักสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศได้ 100% โดยในปี 2025 มีการส่งมอบอุปกรณ์หลักถึง 148 ชุด รวมถึงมีการค้นพบแหล่งแร่ยูเรเนียมใหม่ 25 แห่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
มุมมองของ ปส.: การรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดโดยไม่มีเหตุการณ์ตามมาตรา INES ระดับ 1 ขึ้นไป เป็นเป้าหมายการกำกับดูแลมาตรฐานที่ ปส. ยึดถือ สำหรับด้านอุปกรณ์ ปส. มุ่งเน้นการกำกับดูแลกระบวนการผลิตผ่านกลไกการรับรองระบบประกันคุณภาพ (Quality Assurance) เพื่อป้องกันอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (CFSI) เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านรังสีของประเทศ
การยกระดับความปลอดภัยในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์และเกษตรกรรม นอกเหนือจากพลังงาน ปส. ยังมีภารกิจหลักในการกำกับดูแลการใช้งานรังสีในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง
ในปี 2025 จีนได้เปิดใช้งานฐานการผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลเสฉวน ทำให้สามารถผลิต Molybdenum-99, Iodine-131 และ Lutetium-177 ได้เองในปริมาณมาก
มีการอนุมัติแคปซูลโซเดียมไอโอไดด์ [131I] และพัฒนายารองรับเทคโนโลยีโบรอนนิวตรอนจับยึด (BNCT) ครบวงจร พร้อมทั้งพัฒนาระบบ CT และ MRI 5T ภายในประเทศมีการประยุกต์ใช้ศูนย์ฉายรังสีแบบ "โคบอลต์-60 ร่วมกับเครื่องเร่งอิเล็กตรอน" และใช้ลำอิเล็กตรอนในการกำจัดไนโตรเจนจากก๊าซไอเสีย
ปริมาณการฉายรังสีสินค้าเกษตรและอาหารของจีนสูงกว่า 1.7 ล้านตันต่อปี (2 ใน 3 ของโลก) และมีสายพันธุ์พืชที่ผ่านการฉายรังสีปรับปรุงพันธุ์กว่า 1,000 สายพันธุ์
มุมมองของ ปส.: แนวโน้มนี้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการเกษตรมูลค่าสูง ปส. จึงได้เร่งพัฒนากระบวนการออกใบอนุญาตสำหรับเครื่องกำเนิดรังสีและไอโซโทปทางการแพทย์ชนิดใหม่ ให้มีความรวดเร็ว รัดกุม และสามารถคุ้มครองความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
กฎหมายและการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ รากฐานสำคัญของการพัฒนาทั้งหมดคือกฎหมายที่ทันสมัย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2025 คณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนได้ลงมติผ่าน "กฎหมายพลังงานปรมาณูแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน" (มีผลบังคับใช้ 15 มกราคม 2026) เพื่อเป็นหลักประกันทางกฎหมายในการส่งเสริมความปลอดภัยของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ พร้อมทั้งยกระดับการจัดการภาวะฉุกเฉิน การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และการควบคุมวัสดุนิวเคลียร์
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ตระหนักดีว่ากฎหมายที่ครอบคลุมและบังคับใช้ได้จริงคือกลไกคุ้มครองประชาชนที่ดีที่สุด ปส. จึงดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติอย่างต่อเนื่อง เพื่อบูรณาการหลักการ 3S (Safety, Security, Safeguards) ให้เป็นเนื้อเดียวกัน อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการเทคโนโลยีระดับสูงที่สามารถสร้างประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน












