thansettakij
thansettakij
โลกเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเต็มตัว: เมื่อ AI ทำให้ “ไฟฟ้า” กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์

โลกเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเต็มตัว: เมื่อ AI ทำให้ “ไฟฟ้า” กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์

19 ก.ค. 69 | 00:06 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ค. 69 | 01:16 น.

โลกกำลังก้าวสู่ Age of Electricity เมื่อ AI และ Data Center ทำให้ "ไฟฟ้า" กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก บทวิเคราะห์โดย ดร.เมทังกร เสริมสุข ชี้เหตุผลที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพการแข่งขันด้าน AI ของแต่ละประเทศ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเคยถูกขับเคลื่อนด้วยถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ แต่วันนี้ภาพกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง หากแต่คือ “ไฟฟ้า”

รายงานล่าสุดของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ปี 2025 เป็นอีกปีหนึ่งที่ยืนยันว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ Age of Electricity อย่างชัดเจน โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3% หรือราว 800 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) เมื่อเทียบกับปี 2024 แม้อัตราการเติบโตจะชะลอลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตเร็วกว่าความต้องการใช้พลังงานรวมของโลกถึง 2.3 เท่า

ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า โลกไม่ได้เพียงใช้พลังงานมากขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้เชื้อเพลิงโดยตรง ไปสู่การใช้ ไฟฟ้า เป็นศูนย์กลางของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

AI คือหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ

หลายคนอาจคิดว่าการเติบโตของไฟฟ้าเกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ภาพใหญ่มีความซับซ้อนกว่านั้น

IEA ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน ทั้งภาคอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการขนส่งที่ใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม สองอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดคือ

  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 38%
  • Data Center ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 17%

แม้ทั้งสองภาคส่วนจะยังมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าทั้งโลก แต่กลับเป็นตัวเร่งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนทิศทางของระบบไฟฟ้าในหลายประเทศ

สหรัฐอเมริกา: Data Center กลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญ

ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดในรายงาน คือกรณีของสหรัฐอเมริกา

IEA พบว่า ในปี 2025 ความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และ ประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด มาจาก Data Center

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุก ๆ 2 เมกะวัตต์ของความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จะมีประมาณ 1 เมกะวัตต์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center

ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับรายงาน Energy and AI ของ IEA ที่คาดการณ์ว่า Data Center จะเป็นสาเหตุของประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จนถึงปี 2030

นี่สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิวัติด้านซอฟต์แวร์ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศมหาอำนาจโดยตรง

ความหมายต่อประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนด้าน AI และ Data Center ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับราคาค่าไฟหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป

แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบคำถามสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

  • เรามีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับรองรับโหลดขนาดใหญ่หรือไม่
  • ระบบส่งไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อโครงการขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ได้รวดเร็วเพียงใด
  • เราสามารถจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ Net Zero ของนักลงทุนได้หรือไม่
  • เรามีระบบทำความเย็นและการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่

ประเทศที่ตอบคำถามทั้งสี่ข้อนี้ได้ จะมีความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค

รายงานของ IEA ไม่ได้บอกเพียงว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่กำลังส่งสัญญาณที่สำคัญกว่านั้น คือ

โลกกำลังเข้าสู่ “Age of Electricity” อย่างเต็มรูปแบบ

ในยุคนี้ ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

AI จะพัฒนาได้มากเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนชิปประมวลผลหรือความสามารถของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นสามารถจัดหาไฟฟ้าที่มั่นคง เพียงพอ สะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้หรือไม่

ในอนาคต การแข่งขันด้าน AI จึงอาจไม่ใช่การแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันของ ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายพลังงานของแต่ละประเทศ

และนี่คือเหตุผลที่ว่า “อนาคตของ AI จะถูกกำหนดด้วยอนาคตของไฟฟ้า”.