
SCGP ปักธง “เวียดนาม-อินโดฯ” ลุยขยายธุรกิจ ปั้นยอดโต 2 เท่า
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ยักษ์ใหญ่ด้านบรรจุภัณฑ์ของประเทศได้ออกมาประกาศถึงแผนลงทุนนับแสนล้านบาท เน้นธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายนํ้า
ทั้งนี้ SCGP ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาค ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่หลากหลาย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยจะรุกขยายธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนเป็นหลัก “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP ถึงความคืบหน้าในการขยายการลงทุนเชิงรุก ที่มองว่าเป็นโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต
- ตามเป้ายอดโตแล้ว 1.5 เท่า
นายดนัยเดช กล่าวว่า ธุรกิจแพ็คเกจจิ้งในไทยและในอาเซียน SCGP ได้เดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยการขยายธุรกิจเพิ่มความแข็งแกร่งผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรและการขยายกำลังการผลิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผน 5 ปี (2563-2568) ภายหลัง IPO (การนำเสนอขายหุ้น ไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2563) ได้ตั้งเป้ารายได้จะเติบโตเป็น 2 เท่า ซึ่งนับจากระยะเวลาจากการเข้า IPO จนถึงมิถุนายน 2566 SCGP เติบโตต่อเนื่องมาแล้ว 1.5 เท่า แสดงถึงความมุ่งมั่นและการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภค กลุ่มบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ และบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูง สินค้าอุตสาหกรรม และธุรกิจรีไซเคิล
- 3 แนวทางหลักลุยขยายธุรกิจ
ขณะเดียวกัน SCGP มองเห็นโอกาสการเติบโตในอาเซียน ที่ยังมีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น จาก GDP ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการบริโภคในประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น ทั้งนี้บริษัทได้จัดลำดับความสำคัญในการขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตใน 3 แนวทาง
- แนวทางแรก Grow the Core มุ่งเน้นการขยายธุรกิจและการควบรวมกิจการ (M&P) เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจหลักทั้งบรรจุภัณฑ์กระดาษและพอลิเมอร์ และผสานความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างบริษัทย่อย (Synergy) ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี การขยายฐานลูกค้า และจัดหาวัตถุดิบ
- แนวทางที่สอง Expand into the adjacencies หาโอกาสในการขยายธุรกิจไปในกลุ่มที่มีความสามารถเติบโตสูงในอนาคต ผ่านความเชี่ยวชาญและการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันบรรจุภัณฑ์ อาทิ การลงทุนใน Deltalab ประเทศสเปน ซึ่งเป็นฐานการผลิตวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับเมกะเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพ และช่วยยกระดับการขยายฐานลูกค้าในแถบยุโรป ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และภูมิภาคอื่น ๆ
- แนวทางที่สาม Enter into the new business การมองหาโอกาสในการขยายสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพสูง เช่น การเข้าลงทุนใน Peute ในเนเธอร์แลนด์ และ Jordan ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ เพื่อขยายเครือข่ายการจัดหาให้กับ SCGP ในอาเซียน และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านรีไซเคิลให้กับเครือข่ายของ SCGP ในอาเซียนและยุโรป เป็นต้น
- อาเซียนโอกาสโตมีอีกมาก
นายดนัยเดช มองว่า การบริโภคบรรจุภัณฑ์ต่อหัวของประชากรในภูมิภาคอาเซียนยังอยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าประเทศตะวันตกค่อนข้างมาก (ตํ่ากว่า 5-6 เท่า) แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต ซึ่งพบว่าภาพรวมของตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน โดยเฉพาะในไทยและเวียดนามยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องจากการบริโภคภายในโดยในปี 2566คาดการ ขยายตัวของ GDP อาเซียนประมาณ 4% ดังนั้นความต้องการบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการบริโภคประจำวัน เช่น สินค้า อาหารและเครื่องดื่ม มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังโควิด
- เวียดนาม-อินโดฯนับวันมีศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม หากมองเจาะจงไปที่ 2 ประเทศสำคัญของภูมิภาคอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย ในส่วนของเวียดนามเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูง โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน มีการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่ดี ทำให้การบริโภคภายในสูง นอกจากนี้ยังเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เนื่องจาก FDI ที่ส่งเสริมการลงทุน และข้อตกลงทางการค้าที่เอื้อต่อการเข้าไปลงทุนในเวียดนาม อีกทั้งภูมิศาสตร์ยังติดกับประเทศจีน ทำให้มีโอกาสส่งออกไปจีนได้ง่าย
เวียดนามจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่ SCGP โฟกัส ด้วยการขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตตั้งแต่ต้นนํ้าไปถึงปลายนํ้า และมีความครบวงจร ยกตัวอย่างเช่น การเตรียมลงทุนใน Starprint ในเวียดนาม เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคสินค้ากล่องบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแผนการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว
ส่วนอินโดนีเซีย มีความคล้ายกันในแง่จำนวนประชากรที่มีจำนวนมาก และคนอยู่ในวัยทำงานเช่นเดียวกับเวียดนาม เป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตของตลาด โดยคาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2593 (ข้อมูลจาก Goldman Sachs Global Investment Research 2022) ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในชีวิตประจำวันสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Consumer-linked SCGP ดังนั้นทางบริษัทจะขยายการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น
ทั้งนี้เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวของ SCGP โดยมีแผนดังนี้ 1.การลงทุนเพิ่มใน Fajar โดยคาดว่าธุรกรรมนี้จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2567 2.เพิ่ม Integration กับธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ 3.นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิมมูลค่าให้กับลูกค้า 4.ส่งเสริมความเป็นเลิศในการดำเนินงานด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติ และ AI
สำหรับประเทศไทยมีความคล้ายกับประเทศมาเลเซีย ในมุมที่บรรจุภัณฑ์มีการเติบโตแล้วในระดับหนึ่ง โดยมีผู้ให้บริการรวมถึงโซลูชันบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องเน้นบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างด้วยนวัตกรรมและโซลูชันที่มากขึ้น ที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารในหลากหลายรูปแบบ บรรจุภัณฑ์สำหรับ E-commerce รวมถึงการนำเสนอโซลูชันที่หลากหลาย
- ทิศทางธุรกิจแพ็คเกจจิ้งปีหน้า
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ภาพรวมบรรจุภัณฑ์ยังสอดคล้องกับภาพการพื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค สถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจในอาเซียน มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะการบริโภคภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยเสริมจากการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ความต้องการสินค้าที่จำเป็นสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน
ขณะที่สินค้าอุปโภคอื่น ๆ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งธุรกิจแพ็คเกจจิ้งยังคงเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่จะตอบสนองความต้องการซื้อสินค้าที่เติบโตของผู้บริโภคในภูมิภาค นอกจากนี้ยังคงต้องจับตามองเศรษฐกิจของจีนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ แต่หากเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐทำให้เริ่มฟื้นตัวแล้ว จะเป็นตัวเร่งสร้างการเติบโตให้กับตลาดบรรจุภัณฑ์ได้
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจโลกมองว่า ยังคงมีความผันผวน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง ทำให้การส่งออกสินค้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนชะลอตัว และยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์สงครามในยุโรปที่อาจส่งผลกระทบกับราคาพลังงาน รวมถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญ อย่างไรก็ตามสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคต่าง ๆ ที่เริ่มปรับลดลง ถือเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นจุดเริ่มของการหยุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่าง ๆ







