ว่าด้วย“กําลังการผลิตส่วนเกิน”สู่“กำลังการผลิตคุณภาพใหม่”ของจีน (5)

23 มิ.ย. 2567 | 07:28 น.

ว่าด้วย“กําลังการผลิตส่วนเกิน”สู่“กำลังการผลิตคุณภาพใหม่”ของจีน (5) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4002

อีกด้านหนึ่งที่จีนทำได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือ การสร้างนวัตกรรมการกำจัดขยะอุตสาหกรรม และ การลดปริมาณขยะอุตสาหกรรมผ่านการคิดค้นวัสดุใหม่ที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน อาทิ แบตเตอรีลิเธียม และ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และ อิเล็กทรอนิกส์ ที่ผมขอเรียกรวมกันว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์”

ที่ผ่านมา จีนได้สนับสนุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และเสาะแสวงหาความร่วมมือในการคิดค้นเทคโนโลยีการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน ผลจากความทุ่มเทในการวิจัยและพัฒนา ก็นำไปสู่นวัตกรรมสินค้าสีเขียวมากมาย
 

ยกตัวอย่างเช่น การนำเอาคาร์บอนที่มีรูพรุนจากถ่านหิน (Coal-based Porous Carbon) มาใช้เป็นส่วนผสมในแบตเตอรียุคใหม่ ที่สามารถยืดอายุการใช้งานและปริมาณการจัดเก็บพลังงานของแบตเตอรีได้ยาวนานและมากยิ่งขึ้น 

สิ่งนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ช่วยยืนยันว่า จีนให้ความสำคัญกับ “การลดขยะ” อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่ “การสร้างขยะ” อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง

ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ก็ “หย่าขาด” กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมาระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่พลังทางการเมืองและเศรษฐกิจในด้านพลังงานก็อ่อนแรงลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวของสหรัฐฯ ล้าหลัง และไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกได้อย่างเหมาะสม

เมื่อการแข่งขันถูกบีบรัดไม่ให้เพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสม ทางเลือกของผู้บริโภคจึงถูกจำกัด ส่งผล
ให้นวัตกรรมเกิดขึ้นช้าลง และต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงกว่าที่ควรจะเป็น ผู้ผลิตขั้นสุดท้ายและผู้บริโภคทั่วโลก ต่างต้องยอมทนซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์และสินค้าสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องในราคาที่สูงขึ้น หรือไม่ได้ใช้สินค้าที่มีเทคโนโลยีดีจริง

การเข้ามาของ “มังกร” ที่ผ่านมาจึงเป็นการเพิ่มอุปทานและระดับการแข่งขันในเวทีโลก โดยผู้ซื้อได้รับประโยชน์จาก “ขนาดของตลาดภายในประเทศ” ตามไปด้วย ครั้นเมื่อเริ่มมั่นใจกับ “ทางเลือก” ใหม่ที่เกิดขึ้น ผู้บริโภคเหล่านั้นก็ตัดสินใจซื้อหา “สิ่งที่ดีกว่า” การผูกขาดของผู้ผลิตเดิมในตลาดโลกจึงหมดมนต์ขลัง 

แต่จีนก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตามรายงานของสํานักงานพลังงานระหว่างประเทศ จีนวางเป้าที่จะพัฒนาตนเองขึ้นเป็น “ผู้วิ่งนำ” (Front-Runner) ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียว จึงพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง

แม้กระทั่งซีอีโอของ Mitsubishi Heavy Industries Americas ยังกล่าวยอมรับว่า “เพื่อให้สหรัฐฯ เอาชนะความท้าทายในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณไม่สามารถสร้างทุกอย่างในญี่ปุ่น หรือ สหรัฐฯ ได้”

 เมื่อไม่มีผู้ซื้อ การผลิตและการพัฒนาก็ไม่ได้รับการสนับสนุน ขณะเดียวกัน ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น และการนําระบบอัตโนมัติ มาใช้ในสายการผลิตของสหรัฐฯ ก็มีส่วนลดการจ้างงานด้านการผลิตของสหรัฐฯ ลง

ปรากฏการณ์นี้จึงส่งผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างแรงงานและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งมี “ปัจจัยแวดล้อมภายใน” ของสหรัฐฯ เป็นสาเหตุ มิใช่การส่งออกของจีนอย่างที่กล่าวหา

นอกจากนี้ ท่าทีและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ยังสะท้อนมุมมองที่อยู่บนผลประโยชน์ “ส่วนตน” มากกว่า “ส่วนรวม” คล้ายแนวคิดของแคมเปญ “America First” ที่เราเคยได้ยินมา และมองการค้าระหว่างประเทศในลักษณะ “เกมที่มีผลรวมเป็นศูนย์” (Zero-Sum Game) จึงไม่ต้องการแบ่งก้อนเค้กให้ประเทศอื่น

ยิ่งมองในวงกว้าง โลกต่างมองหากระบวนการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหนัก อาทิ เหล็ก และอลูมิเนียมที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเทคโนโลยี และความสามารถในการผลิตสินค้าสีเขียวเหล่านั้น 

การออกตัวแรงด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าดังกล่าว จึงอาจถูกตีความว่า สหรัฐฯ กำลังปฏิเสธการใช้ประโยชน์จากการทวีกำลัง สรรพกำลังของจีนและสหรัฐฯ เพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่โลกกำลังรอคอยความหวังอยู่

สำหรับผมแล้ว การจุดประเด็น “ขยะล้นโลก” และ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ” จึงไม่เพียงเป็น “ข้ออ้าง” ของการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการแสดงความไม่จริงใจต่อพันธะสัญญาในการเปลี่ยนแปลงสีเขียวและคาร์บอนตํ่า หรือแม้กระทั่งขัดขวางและต่อต้านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน

ประการสำคัญ หากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ใช้อยู่ไม่อาจช่วยให้สหรัฐฯ กลับมาแซงหน้าจีนในอุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรก็อาจใช้มาตรการที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้โลกตกอยู่ในความเสี่ยง ต่อความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ผมเองยังกังวลใจว่า การขาดความร่วมมืออันดีของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา จะทำให้ปัญหาโลกร้อน ฝุ่นควันพิษ และอื่นๆ กลับมารุนแรงมากขึ้น ซึ่งหากปัญหาถลำลึก เราอาจต้องมาถกเถียงและแก้ไขปัญหา “มลพิษล้นโลก” และ “โลกเดือด” ที่ใหญ่กว่าได้

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ จีนไม่รอ “ตั้งรับ” ฝ่ายเดียว โดยตัดสินใจเดินหน้ายกระดับการผลิตสู่ “กำลังการผลิตคุณภาพใหม่” (New Quality Productive Force) 

                            ว่าด้วย“กําลังการผลิตส่วนเกิน”สู่“กำลังการผลิตคุณภาพใหม่”ของจีน (5)

 จิ้นผิง ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์นี้ครั้งแรกในระหว่างการเดินทางเยือนเฮยหลงเจียง มณฑลเหนือสุดของจีน เมื่อเดือนกันยายน 2023 และต่อมาเรื่องนี้ก็ถูกบรรจุไว้ในการประชุมคณะทำงานกลางด้านเศรษฐกิจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนธันวาคม 2023

หลังจากนั้น เรื่องนี้ก็ถูกบันทึกในเอกสารสำคัญของพรรคฯ ซึ่งรวมทั้งใน “รายงานการปฏิบัติงาน” (Work Report) ของ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2024

อันที่จริง ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี่ครั้งแรกก็ “เกาศีรษะ” สงสัยว่ายุทธศาสตร์ใหม่นี้คืออะไร ครั้นสอบถามเพื่อนคนจีนก็ได้รับคำตอบว่าให้รอสักระยะ เดี๋ยวจะมีข้อมูลหลั่งไหลออกตามมา หรือ บ้างก็ตอบเชิงประชดประชันว่า รัฐบาลจีนชอบคิดแคมเปญด้วย “คำศัพท์ใหม่” แต่ไส้ในอาจไม่มีอะไรใหม่

ผมเลยไปศึกษาและรวบรวมสาระที่เกี่ยวกับ “กำลังการผลิตคุณภาพใหม่” เพื่อเฉลยว่ามีความหมายที่แท้จริงอย่างไร และค้นหาคำตอบว่า แคมเปญนี้จะช่วยให้จีน “เปลี่ยนเลนส์แซง” สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในอนาคตได้หรือไม่ ไปคุยกันต่อตอนหน้าครับ ...

เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน