svasdssvasds

นํ้าท่วมถือเป็น ‘เหตุสุดวิสัย’ ขอขยายเวลาก่อสร้างได้หรือไม่?

04 ก.ย. 2564 เวลา 23:09 น. 1.1k

นํ้าท่วมถือเป็น ‘เหตุสุดวิสัย’ ขอขยายเวลาก่อสร้างได้หรือไม่? : คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,711 หน้า 5 วันที่ 5 - 8 กันยายน 2564

อุปสรรคอย่างหนึ่ง... ที่มักเกิดกับการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในช่วงฤดูฝน คงหนีไม่พ้นการที่มีนํ้าท่วมขังบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง และอาจส่งผลให้การดำเนินงานต้องหยุดชะงักลง หรือต้องล่าช้าไปบ้างไม่มากก็น้อย ตามแต่ปริมาณนํ้าฝนหรือระยะเวลาที่ฝนได้ตกลงมา

 

แน่นอนว่าหากผู้รับจ้างทำงานไม่เสร็จตามสัญญา ผู้ว่าจ้างก็มีสิทธิที่จะเรียกค่าปรับ  อย่างไรก็ตาม ในสัญญาก็มักจะมีข้อกำหนดในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น ผู้รับจ้างสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างได้ โดยเป็นดุลพินิจของผู้ว่าจ้าง 

 

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ กรณีอุปสรรคที่เกิดจากฝนตกตามฤดูกาลจนนํ้าท่วมขัง ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้รับจ้างจะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างได้หรือไม่? 

 

นายปกครองมีอุทาหรณ์ที่เป็นข้อ ควรระวังสำหรับผู้รับจ้างที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ มาเล่าสู่กันฟังครับ...

 

คดีนี้เกิดจาก... เทศบาลได้ตกลงว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ให้ทำงานโครงการก่อสร้างท่อลอดเหลี่ยม (Box culvert) ตามสัญญาลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 วงเงินค่าจ้าง 924,000 บาท โดยมีเงื่อนไขให้ผู้รับจ้างต้องเริ่มงานภายในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 และต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2556 หากไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนด และเทศบาลยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับวันละ 924 บาท นับถัดจากวันที่กำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันที่ทำงานแล้วเสร็จจริง

 

ต่อมาประมาณเดือนกันยายนปีเดียวกัน ... ได้เกิดนํ้าท่วมในเขตพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. อ้างว่าไม่สามารถทำงานได้ จึงมีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องให้นายกเทศมนตรีทราบและขอขยายระยะเวลาทำงานตามสัญญา 

 

แต่เทศบาลมีหนังสือลงวันที่ 16 ตุลาคม 2556 แจ้งไม่ขยายระยะเวลาการทำงานและให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ผู้รับจ้างจึงเข้าดำเนินการจนแล้วเสร็จและมีหนังสือขอความเป็นธรรมในการเบิกจ่ายเงินตามสัญญา

 

โดยอ้างเหตุมีอุปสรรคจากพายุฝนตกและบริเวณก่อสร้างมีนํ้าไหลมาบรรจบกัน 2 สาย ซึ่งเป็นฤดูปักดำนาทำให้ไม่สามารถเบี่ยงทางนํ้าไหลได้ ประกอบกับงานฐานรากต้องก่อสร้างให้แข็งแรง จึงต้องใช้ระยะเวลาบ่มตัวของคอนกรีต ซึ่งไม่สามารถเร่งรัดในฤดูนํ้าหลากได้

 

หลังจากนั้น เทศบาลได้มีหนังสือแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน 146,916 บาท เมื่อมีการชำระค่าปรับแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. (ผู้ฟ้องคดี) จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้

 

ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปรับ โดยให้เทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดี) คืนเงินค่าปรับจำนวนดังกล่าวแก่ตน

 

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณา คือการที่ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานล่าช้าโดยอ้างเหตุนํ้าท่วมพื้นที่ก่อสร้างจากฝนตกตามฤดูกาล ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อมิให้ตนเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ หรือไม่?

 

นํ้าท่วมถือเป็น ‘เหตุสุดวิสัย’ ขอขยายเวลาก่อสร้างได้หรือไม่?

 

 

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การขอขยายระยะเวลาทำงานตามสัญญาจ้าง เป็นอำนาจของเทศบาลที่จะพิจารณาได้ตามวันที่มีเหตุเกิดขึ้นจริงเฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ ... (2) เหตุสุดวิสัย...  ทั้งนี้ ตามข้อ 132 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ประกอบกับข้อ 20 ของสัญญาจ้างที่พิพาทเมื่อปรากฏว่าวันที่ 20 กันยายน 2556 ได้เกิดพายุฝนทำให้นํ้าท่วมบ้านเรือนและทรัพย์สินของราษฎร รวมถึงพื้นที่บริเวณก่อสร้างจริงตามประกาศของทางจังหวัด

 

แต่ภัยดังกล่าวสิ้นสุดลงในวันที่ 21 กันยายน 2556 ปริมาณนํ้าก็มิได้มีจำนวนมากจนถึงขนาดล้นฝายมายัง คลองนํ้าด้านล่าง โดยภายหลังมีเหตุฝนตก ปริมาณนํ้าได้ล้นฝายมาเพียง 3-4 วัน ก็สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ

 

จึงเห็นว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ปกติตามฤดูกาล มิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับข้อ 132 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุฯ และข้อ 20 ของสัญญาจ้าง  

 

การที่เทศบาลไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาทำงานตามสัญญาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่สามารถส่งมอบงานได้ทันตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจึงเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาจ้าง

 

ประเด็นต่อมา คือ การคิดค่าปรับจากผู้ฟ้องคดีกรณีส่งมอบงานล่าช้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ? 

 

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า เทศบาลมีสิทธิปรับผู้ฟ้องคดีนับแต่วันสิ้นสุดสัญญาจนถึงวันที่มีการส่งมอบงานแล้วเสร็จ รวม 159 วัน คิดเป็นเงิน 146,916 บาท หรือร้อยละ 15.9 ของวงเงินค่าจ้าง และแม้ว่าค่าปรับจะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีมี การผิดสัญญา แต่หากเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ (มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

 

เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่เข้าทำงานโดยไม่มีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ให้ความสำคัญกับข้อสัญญาและการบรรลุวัตถุประสงค์ของสัญญา โดยหากตั้งใจปฏิบัติตามสัญญาก็มีความสามารถที่จะกระทำได้

 

เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเทศบาลที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากท่อลอดเหลี่ยมภายในกำหนดเวลา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้สอยของประชาชนตามโครงการที่ของบประมาณไว้ จึงเห็นว่าการปรับผู้ฟ้องคดีที่ส่งมอบงานล่าช้าเป็นเวลา 159 วัน ชอบด้วยสัญญาและกฎหมายแล้ว โดยไม่มีเหตุที่ศาลจะลดค่าปรับให้ พิพากษายกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 836/2563)

 

คดีข้างต้น ... ศาลได้พิจารณาในกรณีฝนตกที่จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น มิใช่กรณีฝนตกตามฤดูกาลเพียงไม่กี่วันและนํ้าท่วมขังไม่นาน ซึ่งเป็นภาวะปกติในฤดูฝนที่คาดหมายได้  ทั้งนี้ มาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติคำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมาย ความว่า “เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดีเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกัน ได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัด ระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น” 

 

โดยกรณีที่ศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่า ถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 452/ 2557 คือ กรณีเกิดฝนตกหนักรุนแรง หรือผิดปกติในลักษณะอุทกภัย มีถนนบางส่วนถูกตัดขาด โดยจังหวัดประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน ซึ่งมีเหตุสมควรที่จะต้องขยายระยะเวลาการก่อสร้างให้... ครับ