
รีดภาษีดิจิตอล?
ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐครับ ที่จะต้องทำหน้าที่เก็บภาษีเข้าสู่คลังส่วนกลางของประเทศจากการทำรายได้ของประชาชนในประเทศ ซึ่งร่างพ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับ ก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่รัฐต้อง “ก้าวให้ทัน” กับรูปแบบของการระดมทุนและการลงทุนที่เปลี่ยนไป
แต่ปัญหาหลักๆ และสำคัญก็คือ ภาครัฐจะรู้ได้อย่างไรว่ามีการทำธุรกรรมดิจิตอลเกิดขึ้นตรงไหน ใครเป็นคนทำ ใครได้เงิน ใครได้กำไร ไม่ทราบว่าภาครัฐคิดจะเก็บภาษี แต่ต้องถามต่อว่าระบบของเราพร้อมที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของการทำธุรกรรมดิจิตอลหรือไม่?
เรื่องนี้ต้องตั้งต้นกันตั้งแต่ปรัชญาหลักของการสร้างสกุลเงินดิจิตอล ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับระบบ “บล็อกเชน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยผู้ที่อยู่ในระบบบล็อกเชนเหล่านี้จะมีระบบกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า Wallet (วอลเลต) ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับบัญชีธนาคารนั่นละครับ เพียงแต่ไม่ได้เป็นบัญชีขึ้นกับธนาคารเหมือนแต่ก่อน และแต่ละบัญชีก็จะมีการเข้ารหัสเป็นส่วนตัวไว้ด้วยรหัสทางคณิตศาสตร์
ที่ผมบอกว่ารัฐจะรู้ได้อย่างไร ว่าวันๆ มีเงินเข้ากระเป๋าสตางค์ของคนคนนั้นเท่าไร มีการขายเงินดิจิตอล คนคนนั้นได้กำไรไปเท่าไร ก็เพราะว่า ในโลกของเงินดิจิตอลนั้น ไม่มีการลงทะเบียนใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง ครับ มีแต่การใช้นามแฝงทั้งนั้น ไม่เหมือนกับการเปิดบัญชีกับธนาคารที่จะต้องมีการแสดงอัตลักษณ์บุคคลอย่างชัดเจน
ดังนั้น เราจะไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่า กระเป๋าสตางค์นี้เป็นของใคร คนคนนี้มีบัญชีดิจิตอลหรือไม่ เหมือนกับที่ทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า ผู้ที่คิด ค้นสกุลเงิน “บิตคอยน์” ที่ทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกันอยู่นั้นคือ ใครกัน รู้เพียงแต่ว่าเป็นคนที่ใช้นามแฝงว่า “Satoshi” เท่านั้น
การที่ภาครัฐออกร่างกฎหมายจะรีดภาษีดิจิตอลนั้น ดูเหมือนว่าจะ “ทันยุคทันสมัย” แต่ในความเป็นจริงภาครัฐต้องย้อนกลับไปถามตัวเอง ว่าเรามี กลไกอะไรที่จะแกะรอยการทำธุรกรรมในโลกดิจิตอลได้บ้างครับ
เกรงว่าก็จะเหมือนกับหลายๆนโยบายที่ต่างชาติเขาชอบวิจารณ์ไทยเอาไว้ว่า เราเก่งกับการออกนโยบาย แต่ไม่เก่งกับการทำให้นโยบายนั้นๆเกิดขึ้น หรือบรรลุได้จริง หรือการ Implement นั้น ไม่ค่อยจะทำได้จริง
ก็ฝากให้คิดกันครับ ...
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,350 วันที่ 22 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2561






