

โลกเข้าสู่ภาวะ "เดือด" ไม่ใช่แค่ "ร้อน" อีกต่อไปแล้ว อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้ระบบนิเวศทั้งบนบก และทะเล รวมถึงชายฝั่งทั่วโลกได้รับความเสียหายจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้วที่หนักหน่วงและถี่ครั้งขึ้น
เช่นเดียวกับระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งในประเทศไทย ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก "ปะการัง" และ "สัตว์ทะเล" ต่างประสบภาวะวิกฤตจากภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ
นางสาวลลิตา ปัจฉิม นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยหลังการดำน้ำสำรวจในพื้นที่อ่าวไทยตอนตะวันออกว่า...
"หลังจากการดำน้ำสำรวจ เราไม่พบปะการังที่มีสุขภาพดีเลยแม้แต่แห่งเดียว เกือบทุกสายพันธุ์ประสบภาวะ "ฟอกขาว" ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสุขภาพของเหล่าปะการังกำลังเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว จากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ"
ข้อมูลจากเครื่องมือวัดต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณอ่าวไทยตอนตะวันออกพุ่งสูงถึง 32.73 องศาเซลเซียส เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อุณหภูมิใต้น้ำก็อยู่ในระดับสูงราวๆ 33 องศาเซลเซียสเช่นกัน
สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและร้อนเกินกว่าที่ปะการังจะสามารถทนได้ ทำให้ระบบนิเวศปะการังเริ่มพังทลายอย่างรวดเร็ว โดยในอ่าวไทยฝั่งตะวันออกซึ่งมีพื้นที่แนวปะการังกระจายอยู่รอบเกาะต่างๆ ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และ ตราด รวมประมาณกว่า 17,500 ไร่นั้น พบว่า ปะการังมากถึง 30% กำลังประสบภาวะฟอกขาว ซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต และ อีก 5% ตายไปแล้ว
นี่คือภาวะโลกเดือด ไม่ใช่แค่โลกร้อนธรรมดาเท่านั้น
ความร้ายแรงของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบเพียงต่อปะการังเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ และวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อีกด้วย โดยปัจจุบันปริมาณสัตว์ทะเลที่สามารถจับได้ในแต่ละวันนั้นลดน้อยลงอย่างน่ากังวล
และเมื่อก่อนชาวประมงสามารถทำรายได้ได้ถึงราวๆ 10,000 บาทต่อวัน แต่ตอนนี้บางครั้งก็กลับมามือเปล่า เพราะปริมาณสัตว์ทะเลที่ลดหายไป
ด้าน ดร.สราวุธ ศิริวงศ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง
"แนวปะการังไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ทะเลนานาชนิด รวมถึงยังเป็นกำแพงป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอีกด้วย หากเราสูญเสียแนวปะการังไป จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงด้านอาหาร เสถียรภาพรายได้ และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งโดยตรง"
"เมื่อสัตว์ทะเลลดน้อยลงเนื่องจากสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย ชาวประมงจะต้องใช้ต้นทุนและแรงงานมากขึ้นในการจับสัตว์น้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าอาหารทะเลให้สูงขึ้นตามมา ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ปัญหายังอาจลุกลามไปถึงสุขภาพและโภชนาการของประชากรได้อีกด้วย"
ปัญหาสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ต้องมีการระดมความร่วมมือจากนานาประเทศและทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้
และปัญหาภาวะโลกเดือดที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ได้มีผลเพียงแค่ในทะเลเท่านั้น แต่จะลามไปทั่วทุกมุมโลก ทำลายความสมดุลของระบบนิเวศโดยรวมทั้งหมด เราจึงต้องตื่นตัวและเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังและรวดเร็วก่อนจะสายเกินไป
อ้างอิง:
ข่าวที่เกี่ยวข้อง