thansettakij
thansettakij
เวียดนาม ผงาดแชมป์ส่งออกกล้วยไปจีน แนะเอกชนไทยปรับกลยุทธ์รับมือคู่แข่ง

เวียดนาม ผงาดแชมป์ส่งออกกล้วยไปจีน แนะเอกชนไทยปรับกลยุทธ์รับมือคู่แข่ง

04 พ.ย. 67 | 07:14 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 67 | 08:39 น.

สนง. ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงเฉิงตู รายงาน เวียดนามส่งออกกล้วยไปตลาดจีน ขึ้นอันดับ 1 ตัวเลขส่งออก 8 เดือนปี 67 มูลค่า 4.5 แสนตัน มูลค่า 189 ล้านดอลลาร์ แนะผู้ประกอบการไทยปรับกลยุทธ์รับมือคู่แข่ง เล็งใช้รถไฟจีน-ลาว เพิ่มศักยภาพการส่งออก เน้นแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ข้อมูลล่าสุดจากกรมศุลกากรจีนช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 เวียดนามส่งออกกล้วยหอม ไปยังจีนมากถึง 459,940 ตัน คิดเป็นมูลค่า 189.8 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ที่สุดในตลาดจีน แซงหน้าฟิลิปปินส์ซึ่งเคยครองตำแหน่งผู้นำมาอย่างยาวนาน 

ทั้งนี้ แม้ว่าภาพรวมการนำเข้ากล้วยของจีนในช่วง 8 เดือนแรกจะลดลง โดยมีปริมาณการนำเข้ารวม 1.13 ล้านตัน มูลค่า 592.1 ล้านดอลลาร์ ลดลง 7.9% แต่ส่วนแบ่งตลาดของกล้วยเวียดนามกลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 31.33% ในปี 2566 เป็น 40.71% ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเกือบ 10%

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เกิดจากการที่จีนปรับเปลี่ยนนโยบายการนำเข้า โดยเพิ่มการนำเข้าจากตลาดใหม่อย่าง สปป.ลาว เม็กซิโก และอินโดนีเซีย ขณะที่ลดการนำเข้าจากฟิลิปปินส์และกัมพูชาเนื่องจากผลการผลิตลดน้อยลง ส่งผลให้เวียดนามสามารถก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 และสร้างความแข็งแกร่งในตลาดจีนได้อย่างมั่นคง 

นอกจากนี้ ภาพรวมการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามก็เติบโตอย่างมาก โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกรวม 4.72 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ด้วยมูลค่า 3.08 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 36.4% คิดเป็นสัดส่วน 65.2% ของมูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การส่งออกกล้วยของเวียดนามสู่จีน เปิดมุมมองโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย โดยไทยควรพิจารณาปรับกลยุทธ์การส่งออกผลไม้เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งในตลาดจีน โดยไทยควรศึกษาปัจจัยความสำเร็จของเวียดนาม ทั้งด้านการควบคุมคุณภาพผลผลิต การบริหารต้นทุน และการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

ทั้งนี้ ไทยควรเร่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟจีน-ลาว-ไทย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่ง รวมถึงควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กล้วยที่ตรงกับความต้องการของตลาดจีน และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ 

นอกจากนี้ โอกาสสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วย เช่น กล้วยอบแห้ง กล้วยทอด หรือขนมขบเคี้ยวจากกล้วย ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสูงในตลาดจีน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน