thansettakij
thansettakij
เจาะลึก ดัชนี TTDI 2026  ประเทศไทยไต่ขึ้นอันดับ 38 โลก สัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

เจาะลึก ดัชนี TTDI 2026 ประเทศไทยไต่ขึ้นอันดับ 38 โลก สัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

21 ต.ค. 69 | 02:30 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 02:31 น.

สภาเศรษฐกิจโลก เผยแพร่ดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2569 หรือ TTDI 2026 ไทยไต่ขึ้นอันดับ 38 โลก เจาะลึกจุดเด่น สัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย รวมถึงจุดด้อยที่ยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ดันไทยขึ้น TOP 30 โลก และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งไทยอยู่อันดับไหนในอาเซียน

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 38 ของโลก ในดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ปี 2569 โดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ขยับขึ้น 9 อันดับจากเดิม
  • ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้อันดับดีขึ้นมาจากทรัพยากรทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานการบินที่ฟื้นตัวเร็ว และนโยบายฟรีวีซ่า
  • เมื่อเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน อันดับของไทยอยู่ที่ 4 เป็นรองสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
  • แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ไทยยังมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่รายได้ไม่กระจายสู่ท้องถิ่น (อันดับ 106) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (อันดับ 76)

ล่าสุดสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เผยแพร่รายงานดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2569 หรือ TTDI 2026 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 38 ของโลก จากทั้งหมด 110 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ขยับขึ้นถึง 9 อันดับ จากอันดับที่ 47 ในปีก่อน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย

ดัชนี TTDI 2026 ไทยไต่ขึ้นอันดับ 38 ของโลก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่อันดับ 47

World Economic Forum (WEF) เผยแพร่ดัชนีการพัฒนาด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว ปี 2569 (Travel & Tourism Development Index: TTDI 2026) ซึ่งประเมินจาก 110 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ

โดยประเทศไทยได้ 4.35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 7 เพิ่มขึ้น 5.6% ขยับจากอันดับ 47 ในการจัดอันดับครั้งก่อน ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 38 ของโลกในปีนี้ อีกทั้งไทยยังถูกจัดเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ได้คะแนนพัฒนาเร็วที่สุดในโลก สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิกซึ่งอยู่ที่ 3.6%

ดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2569 หรือ TTDI 2026

ดัชนี TTDI 2026 เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดย สิงคโปร์ อันดับ 13 โดยได้คะแนนนำในเรื่องของระบบนิเวศสนับสนุน ความปลอดภัย และเทคโนโลยี

ตามมาด้วย อินโดนีเซีย อันดับ 23 (+2.2%) จากความโดดเด่นของฐานทรัพยากรใหญ่ เน้นกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น มาเลเซีย อันดับ 26 (+5.8%)โตแรงและยังอยู่เหนือไทย ด้วยราคาที่แข่งขันได้และคมนาคมที่เชื่อมกันทั้งประเทศ

ไทย อยู่อันดับ 38 (+5.6%) เวียดนาม อันดับ 52 (+6.1%) ขยับขึ้น 7 อันดับฟิลิปปินส์ อันดับ 57 (+5.51%) ขยับขึ้น 8 อันดับ และ สปป.ลาว (+6.1%)ได้อานิสงส์จากรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน

ปัจจัยหนุนดันไทยพุ่งขึ้น 9 อันดับ

ปัจจัยหนุนสำคัญที่ดันให้อันดับของไทยปรับตัวพุ่งขึ้นมากว่า 9 อันดับ มาจากศักยภาพและฐานทรัพยากรที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น “ทรัพยากรทางวัฒนธรรม” อันดับ 21 ของโลก มรดกโลก อัตลักษณ์ชุมชน เทศกาลประเพณี และซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารที่โลกยอมรับ เสาหลักนี้คือกลไกที่ดันคะแนนของอาเซียนทั้งภูมิภาคให้พุ่งถึง 26.5%

“ทรัพยากรธรรมชาติ” อันดับ 22 ของโลก ความต้องการกิจกรรมกลางแจ้งทั่วโลกโตขึ้น ทำให้คะแนนด้านนี้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเฉลี่ย 9.1% และ“ความยั่งยืนด้านอุปสงค์” (Demand Sustainability): อันดับ 20 ของโลก

ขณะที่ “โครงสร้างพื้นฐานการบิน” อันดับ 34 ของโลก ฟื้นตัวเฉียบพลันและเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนคะแนนรวม การเชื่อมโยงสนามบินในอาเซียนเพิ่มขึ้น 14.7% นโยบาย Aviation Hub ช่วยอุดช่องโหว่ด้านความน่าเชื่อถือได้เร็ว

“ทรัพยากรนอกเหนือการพักผ่อน (ธุรกิจ/MICE)”อันดับ 30 ของโลก กรุงเทพฯ ยังรักษาสถานะศูนย์กลางการประชุมระดับภูมิภาคไว้ได้ และสิ่งที่ทำให้ไทยก้าวกระโดดที่สุด คือ นโยบายฟรีวีซ่าเชิงรุกและข้อตกลงการบินทวิภาคีที่เปิดกว้าง ดันดัชนีข้อกำหนดวีซ่าขึ้นชัดเจน จนไทยอยู่ในกลุ่มเปิดกว้างที่สุดของเอเชีย

นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มองว่า ไทยขยับขึ้นมาอันดับ 38 พิสูจน์ว่าเสน่ห์และความยืดหยุ่นของการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแรงมาก แต่เมื่อสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างใช้โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสร้างแต้มต่อ การพึ่งแค่ วัฒนธรรม ธรรมชาติ ฟรีวีซ่า และราคาถูก ย่อมไม่พอจะรับประกันความเป็นผู้นำในอนาคต ก้าวต่อไปของไทยจึงไม่ใช่การสร้างปริมาณ แต่คือ ศิลปะแห่งการบริหารจัดการการเติบโต การไปถึง Top 30 ของโลก

5 จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของไทย

แม้ไทยจะสามารถไต่ขึ้นมาได้ 9 อันดับ แต่เมื่อแยกดูทั้ง 17 เสาหลัก ภาพที่ออกมาคือ ไทยเก่งเรื่องดึงคนเข้ามา แต่ยังอ่อนเรื่องเปลี่ยนคนให้เป็นคุณค่า โดยพบว่าไทยมี 5 จุดอ่อนเชิงโครงการ ได้แก่

จุดอ่อนที่ 1 คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม (อันดับ 106 ของโลก) นี่คือคะแนนที่ต่ำที่สุดของไทย เงินสะพัดมหาศาลก็จริง แต่กลไกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นรายได้ของ ชุมชนท้องถิ่น อ่อนแอมาก รายได้ส่วนใหญ่รั่วไหลกลับไปที่ทุนใหญ่และบริษัทข้ามชาติ ขณะที่งานค่าตอบแทนสูงมีน้อย

ส่วนจุดอ่อนที่ 2 ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม(อันดับ 76 ของโลก)ไทยยังพึ่งไฟฟ้าจากฟอสซิลเป็นหลัก ท่องเที่ยวโตเร็วโดยไม่มีพลังงานสะอาดรองรับ ทำให้ความตึงเครียดด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพุ่งขึ้น

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

จุดอ่อนที่ 3 โครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว-ช่องว่างที่กว้างที่สุด WEF ชี้ว่าไทยอยู่ในภาวะขาดดุลการลงทุน (Investment Deficit) โรงแรม ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก ลงทุนไม่ทันอุปสงค์ จนเกิดคอขวดด้านความจุโดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม

จุดอ่อนที่ 4 ขนส่งทางบกและท่าเรือ (อันดับ 43) และอยู่ในภาวะชะงักงัน ต่างจากภาคการบินโดยสิ้นเชิง ปัญหาคือความหนาแน่นของโครงข่ายถนนและประสิทธิภาพขนส่งสาธารณะ ทำให้ไม่สามารถกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองได้จริง

จุดอ่อนที่ 5 แรงงานทักษะสูง (อันดับ 50) และเป็นคอขวด ขาดแคลนแรงงานที่มีการศึกษาขั้นสูง หาคนที่ทักษะตรงงานยาก โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและการจัดการข้อมูล

ขณะที่ WTTC คาดว่าทั่วโลกจะขาดแรงงานภาคนี้กว่า 43 ล้านคนภายในปี 2578 ส่วนด้าน ICT ไทยอยู่อันดับ 58 อินเทอร์เน็ตและระบบชำระเงินดิจิทัลดีขึ้น แต่ธุรกิจรายย่อยยังใช้ AI และคลาวด์น้อยมาก

ทั้งยังชี้ให้เห็นว่ายุค Cheap Destination ของไทยจบแล้ว โดยไทยเคยอยู่อันดับ 7 ของโลกด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคา แต่รายงานปีนี้ระบุว่า กว่า 3 ใน 4 ของประเทศที่ถูกจัดอันดับมีคะแนนด้านราคาลดลง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าตั๋ว และดัชนีราคาโรงแรมที่สูงขึ้น

เมื่อต้นทุนเที่ยวไทยขยับเข้าใกล้มาเลเซียหรือไต้หวัน เกณฑ์ตัดสินใจของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไปที่ความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งผูกกับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ความสะอาด ความปลอดภัย และนวัตกรรมบริการ

3 กลไกเชิงซ้อน แก้ก่อนวิกฤต 

นอกจากนี้รายงาน TTDI 2026 ยังชี้กลไกเชิงซ้อน 3 อย่างที่จะกลายเป็นวิกฤตถ้าไม่แก้ ได้แก่

1.ภาพลวงตาของปริมาณ (The Illusion of Volume) ฟรีวีซ่าดึงคนเข้ามาเร็ว แต่ถนน สนามบิน รถสาธารณะ และสาธารณูปโภคชุมชนตามไม่ทัน ผลคือขยะ น้ำเสีย โครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นพัง และประสบการณ์แย่ ๆ ที่ย้อนกลับมาทำลายแบรนด์ประเทศ

2. กับดักราคา ยิ่งใช้ปริมาณชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ยิ่งเร่งความแออัดให้หนักกว่าเดิม

3.ช่องว่างทักษะกับ AI ถ้าคนของเราใช้เทคโนโลยีบริหารกระแสคนและรายได้ไม่เป็น ผลประโยชน์จะไหลไปที่แพลตฟอร์มข้ามชาติ (OTAs) ทั้งหมด

อีกทั้งอดีตผู้ว่าททท.ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายใน 5 เรื่อง ที่ช่วยขับเคลื่อนไทยสู่ TOP 30 โลก ได้แก่

1. ยกความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ (แก้อันดับ 76) ตั้งกองทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ Green Financing ให้โรงแรมลงทุนโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย และลดขยะพลาสติก กำหนดขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ในอุทยาน มรดกโลก และเกาะต่าง ๆ อย่างเข้มงวด พร้อมใช้ Dynamic Pricing กระจายคนไปยังช่วงเวลาที่คนน้อย

2. ปิดช่องว่างการลงทุนและเชื่อมเมืองรอง (แก้อันดับ 43 และ 74) แก้ปัญหากิโลเมตรสุดท้าย (Last-mile) ด้วย PPP พัฒนา EV Minibus เชื่อมสนามบินและสถานีรถไฟเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว พร้อมระบบตั๋วร่วม ปรับผังเมืองและ พ.ร.บ.โรงแรม ให้เอื้อการลงทุนรูปแบบใหม่ เช่น Eco-lodges ในเมืองรองที่มีศักยภาพ

3. เปลี่ยนผ่านสู่ Longevity Tourism & Medical Hub ผสานบริการการแพทย์ อสังหาฯ สปา โภชนาการ และสุขภาพชุมชนเป็นระบบนิเวศเดียวกัน เน้นการดูแลเชิงป้องกัน การออกวีซ่าพำนักระยะยาวแบบเจาะจง ควบคู่กับประกันสุขภาพ สำหรับผู้เกษียณจากประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวแทนการเร่งปริมาณ

4.ประกาศให้ข้อมูลและ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติ สร้าง National Open-Data Knowledge Graph รวมพิกัด ที่พัก กิจกรรม เทศกาล และเครือข่ายขนส่งของไทยให้เป็นมาตรฐานเปิด เพื่อให้ AI และเสิร์ชระดับโลกดึงไปแสดงผลได้แม่นยำ ซึ่งจะเพิ่มการมองเห็นของ เมืองรอง แบบทวีคูณ

5. ยกระดับทุนมนุษย์ในภาคบริการ (แก้อันดับ 50) ผลักดันแพลตฟอร์ม National Upskilling ร่วมกับอาชีวศึกษา สอนการใช้ AI ในงานบริการ ภาษาที่สาม และทักษะ High-end Hospitality ปรับมาตรฐานค่าตอบแทน สภาพแวดล้อมการทำงาน และความยืดหยุ่นด้านเวลา เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม

การไปถึง Top 30 ของโลก จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อการท่องเที่ยวสร้างระบบนิเวศแห่งความมั่งคั่งที่กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนถึงคนรุ่นหลังได้จริงนั่นเอง

เจาะลึก ดัชนี TTDI 2026  ประเทศไทยไต่ขึ้นอันดับ 38 โลก สัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

5 ข้อเสนอพาไทยสู่ Top 30 ของโลก

รายงาน TTDI 2026 ชี้กลไกเชิงซ้อน 3 อย่างที่จะกลายเป็นวิกฤตถ้าไม่แก้

  • ภาพลวงตาของปริมาณ (The Illusion of Volume) 

ฟรีวีซ่าดึงคนเข้ามาเร็ว แต่ถนน สนามบิน รถสาธารณะ และสาธารณูปโภคชุมชนตามไม่ทัน ผลคือขยะ น้ำเสีย โครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นพัง และประสบการณ์แย่ ๆ ที่ย้อนกลับมาทำลายแบรนด์ประเทศ

  • กับดักราคา

ยิ่งใช้ปริมาณชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ยิ่งเร่งความแออัดให้หนักกว่าเดิม

  • ช่องว่างทักษะกับ AI

ถ้าคนของเราใช้เทคโนโลยีบริหารกระแสคนและรายได้ไม่เป็น ผลประโยชน์จะไหลไปที่แพลตฟอร์มข้ามชาติ (OTAs) ทั้งหมด

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1. ยกความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ (แก้อันดับ 76)

  • ตั้งกองทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ Green Financing ให้โรงแรมลงทุนโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย และลดขยะพลาสติก
  • กำหนด ขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ในอุทยาน มรดกโลก และเกาะต่าง ๆ อย่างเข้มงวด พร้อมใช้ Dynamic Pricing กระจายคนไปยังช่วงเวลาที่คนน้อย

2. ปิดช่องว่างการลงทุนและเชื่อมเมืองรอง (แก้อันดับ 43 และ 74)

  •  แก้ปัญหากิโลเมตรสุดท้าย (Last-mile) ด้วย PPP พัฒนา EV Minibus เชื่อมสนามบินและสถานีรถไฟเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว พร้อมระบบตั๋วร่วม
  • ปรับผังเมืองและ พ.ร.บ.โรงแรม ให้เอื้อการลงทุนรูปแบบใหม่ เช่น Eco-lodges ในเมืองรองที่มีศักยภาพ

3. เปลี่ยนผ่านสู่ Longevity Tourism & Medical Hub

  • ผสานบริการการแพทย์ อสังหาฯ สปา โภชนาการ และสุขภาพชุมชนเป็นระบบนิเวศเดียวกัน เน้นการดูแลเชิงป้องกัน
  • ออกวีซ่าพำนักระยะยาวแบบเจาะจง ควบคู่กับประกันสุขภาพ สำหรับผู้เกษียณจากประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวแทนการเร่งปริมาณ

4. ประกาศให้ข้อมูลและ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติ

  • สร้าง National Open-Data Knowledge Graph รวมพิกัด ที่พัก กิจกรรม เทศกาล และเครือข่ายขนส่งของไทยให้เป็นมาตรฐานเปิด เพื่อให้ AI และเสิร์ชระดับโลกดึงไปแสดงผลได้แม่นยำ ซึ่งจะเพิ่มการมองเห็นของ เมืองรอง แบบทวีคูณ

5. ยกระดับทุนมนุษย์ในภาคบริการ (แก้อันดับ 50)

  •  แพลตฟอร์ม National Upskilling ร่วมกับอาชีวศึกษา สอนการใช้ AI ในงานบริการ ภาษาที่สาม และทักษะ High-end Hospitality
  • ปรับมาตรฐานค่าตอบแทน สภาพแวดล้อมการทำงาน และความยืดหยุ่นด้านเวลา เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม

การขยับขึ้นมาอันดับ 38 พิสูจน์ว่าเสน่ห์และความยืดหยุ่นของการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแรงมาก แต่เมื่อสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างใช้โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสร้างแต้มต่อ การพึ่งแค่ วัฒนธรรม ธรรมชาติ ฟรีวีซ่า และราคาถูก ย่อมไม่พอจะรับประกันความเป็นผู้นำในอนาคต ก้าวต่อไปของไทยจึงไม่ใช่การสร้างปริมาณ

แต่คือ ศิลปะแห่งการบริหารจัดการการเติบโต การไปถึง Top 30 ของโลก จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อการท่องเที่ยวสร้างระบบนิเวศแห่งความมั่งคั่งที่กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนถึงคนรุ่นหลังได้จริง