
อินไซต์ท่องเที่ยวอาเซียน โตสวนโลก AirAsia MOVE เผยคนไทยจองตั๋วสั้น เน้นรอโปร
AirAsia MOVE เผยท่องเที่ยวอาเซียนปี 69 โตสวนโลก ชี้คนไทยจองตั๋วสั้นสุด เพื่อรอโปรโมชั่น กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์-บาหลี ครองแชมป์เมืองยอดนิยม
KEY
POINTS
- ตลาดท่องเที่ยวอาเซียนยังเติบโตแข็งแกร่งสวนทางเศรษฐกิจโลก โดยการเดินทางภายในภูมิภาคเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
- นักท่องเที่ยวไทยมีพฤติกรรมจองตั๋วล่วงหน้าในระยะเวลาสั้นที่สุดในอาเซียน เฉลี่ยเพียง 21 วัน
- พฤติกรรมการจองตั๋วระยะสั้นของคนไทยสะท้อนถึงการรอโปรโมชันเก่งและเปรียบเทียบราคาสูงเพื่อความคุ้มค่า
- กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ และบาหลี เป็น 3 จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา Head, Country Representative (Thailand) ของ AirAsia MOVE เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2569 ยังเติบโตต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนน้ำมัน การบิน และความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
อย่างไรก็ตามความต้องการเดินทางของผู้บริโภคในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ของ AirAsia MOVE ที่พบว่าการเดินทางภายในอาเซียนยังคงเป็นหัวใจหลักของตลาดท่องเที่ยวภูมิภาค และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเวลานี้
“ตอนนี้การเดินทางในอาเซียนยังแข็งแรงมาก ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะมีแรงกดดันหลายด้าน แต่คนยังอยากเดินทาง เพียงแต่ว่าเลือกเดินทางใกล้บ้านมากขึ้น เพราะรู้สึกปลอดภัยกว่าและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า”
อาเซียนยังเป็น “ตลาดหลัก” ของการเดินทางโลก
ข้อมูลจาก AirAsia MOVE ระบุว่า กว่า 89% ของการจองทั้งหมดบนแพลตฟอร์มในไตรมาสแรกปีนี้ เป็นการเดินทางภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนยังเป็น “Travel Corridor” สำคัญของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่นักเดินทางทั่วโลกยังระมัดระวังการเดินทางระยะไกล
ตลาดที่มีปริมาณการจองสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ มาเลเซียและไทย ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่การตัดสินใจเดินทางในระยะสั้นมากขึ้น โดยระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 14-30 วัน
นายฉัททันต์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและต้นทุนการเดินทางที่ผันผวน ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยนักท่องเที่ยวตอนนี้มีความยืดหยุ่นสูงมาก ผู้เดินทางไม่ได้จองกันข้ามปีเหมือนเดิม แต่จะดูสถานการณ์ ดูโปรโมชัน ดูราคาน้ำมัน ดูความปลอดภัยก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ
กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์-บาหลี ครองแชมป์เมืองยอดนิยม
สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในอาเซียน พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่จุดหมายปลายทางนอกอาเซียนที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ คุนหมิง ประเทศจีน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และนิวเดลี ประเทศอินเดีย
นอกจากนี้นักเดินทางจากยุโรปและทวีปอเมริกายังคงให้ความสนใจเดินทางเข้าสู่อาเซียนต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยและบาหลีที่ยังเป็น Destination หลักของนักท่องเที่ยวตะวันตก
นายฉัททันต์ มองว่า จุดแข็งของอาเซียนคือความหลากหลายและต้นทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น “อาเซียนมีทั้งเมืองใหญ่ ธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และราคาเข้าถึงง่าย เพราะฉะนั้นต่อให้เศรษฐกิจโลกชะลอ คนก็ยังเลือกมาเที่ยวภูมิภาคนี้”
คนไทย “เที่ยวเป็น” รอโปรเก่ง ใช้จ่ายหนัก
สำหรับประเทศไทย AirAsia MOVE มองว่าเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลที่แข็งแรงที่สุดในภูมิภาค โดยกลุ่มมิลเลนเนียลคิดเป็น 48% ของผู้ใช้งานทั้งหมด และ Gen Z อีก 25%
พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยมีความโดดเด่นหลายด้าน ทั้งการเดินทางแบบ Solo Traveller ที่มีสัดส่วน 35% และการเดินทางแบบคู่ 30%
คนไทยมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.8 วัน และมีระยะเวลาจองล่วงหน้าเฉลี่ยเพียง 21 วัน ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดในอาเซียน อย่างไรก็ตามการจองใกล้วันเดินทางไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่มีการวางแผน แต่สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยรอโปรโมชันเก่งและมีพฤติกรรมเปรียบเทียบราคาสูง
นักท่องเที่ยวไทยเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงในต่างประเทศ โดยเฉพาะการชอปปิง อาหาร คาเฟ่ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ “คนไทยไม่ได้เที่ยวแบบนอนโรงแรมเฉยๆ แต่จะออกไปกิน ไปซื้อของ ไปทำคอนเทนต์ เป็นนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายค่อนข้างถี่”
มาเลเซียโตจากตลาดครอบครัว-ดิจิทัลไลฟ์สไตล์
ในส่วนของมาเลเซีย AirAsia MOVE ระบุว่า ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเดินทางในภูมิภาค และเป็นตลาดที่แข็งแรงมากด้านนักเดินทางครอบครัว กลุ่มผู้ใช้งานหลักยังเป็นมิลเลนเนียล รองลงมาคือ Gen Z โดยสัดส่วนการเดินทางแบบครอบครัวสูงถึง 65%
นักท่องเที่ยวมาเลเซียมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน และจองล่วงหน้าเฉลี่ย 28 วัน พร้อมมีการใช้จ่ายสูงในหมวดอาหารและกิจกรรมสำหรับครอบครัว โดยตลาดมาเลเซียมีความแข็งแรงด้าน Digital Adoption สูงมาก ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการจองผ่านแอปพลิเคชันและการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวออนไลน์
อินโดนีเซียโตแรงจาก Gen Z และ Solo Traveller
ด้านอินโดนีเซีย ถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยเฉพาะจากนักเดินทางรุ่นใหม่ จากผลสำรวจ กลุ่มมิลเลนเนียลมีสัดส่วน 35% ขณะที่ Gen Z อยู่ที่ 32% และที่น่าสนใจคือ Solo Traveller มีสัดส่วนสูงถึง 58% เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน นักเดินทางอินโดนีเซียมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3 วัน และจองล่วงหน้าเฉลี่ย 25 วัน
นายฉัททันต์ กล่าวว่า ผู้บริโภคอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าความหรูหรา โดยนิยมใช้จ่ายด้านอาหาร กิจกรรม และประสบการณ์เฉพาะพื้นที่ มากกว่าการลงทุนกับที่พักราคาแพง คนรุ่นใหม่อินโดนีเซียชอบเที่ยวคนเดียว ชอบอิสระ และให้ความสำคัญกับ Experience มากกว่า Luxury
ฟิลิปปินส์พักนานสุดในภูมิภาค
ขณะที่ฟิลิปปินส์กำลังกลายเป็นตลาดสำคัญของการเดินทางระยะยาว โดยมีพฤติกรรมต่างจากหลายประเทศในอาเซียน กลุ่มมิลเลนเนียลมีสัดส่วน 40% และ Gen X 35% ขณะที่การเดินทางแบบครอบครัวคิดเป็น 55%
จุดเด่นสำคัญคือนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยสูงถึง 6.8 วัน ซึ่งยาวที่สุดในภูมิภาค และมีการจองล่วงหน้าเฉลี่ย 35 วัน นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายสูงในกลุ่มโรงแรมระดับกลางถึงระดับบน สะท้อนถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพของประสบการณ์
ราคาน้ำมันพุ่ง กดดันธุรกิจการบิน
นายฉัททันต์ ยอมรับว่าหนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวลานี้ คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต้นทุนสายการบินโดยตรง บางช่วงต้นทุนน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นถึง 300% ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งต้องปรับลดเที่ยวบินในบางเส้นทาง เพื่อควบคุมต้นทุน
“บางรูทผู้โดยสารน้อย และต้นทุนน้ำมันขึ้นแรงมาก เพราะฉะนั้นสายการบินต้องปรับตัวเร็ว ต้องยืดหยุ่น”
มองว่าช่วงครึ่งปีหลังยังต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทั้งราคาพลังงานและความเชื่อมั่นในการเดินทางทั่วโลก
หวังรัฐชะลอขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน
กรณีที่ Airports of Thailand หรือ AOT มีแนวโน้มปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน รวมถึงภาครัฐมีแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยว นายฉัททันต์ มองว่าจะกระทบต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง
“ตอนนี้นักท่องเที่ยว sensitive เรื่องราคามาก การขึ้นต้นทุนต่างๆ ทำให้เขาคิดเยอะขึ้นว่าเมืองไทยยังคุ้มไหม”
อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้คัดค้านการขึ้นค่าธรรมเนียม แต่เห็นว่าหากสามารถชะลอการปรับขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบางได้ จะช่วยรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวได้ดีกว่า
รุกจีน-อินเดีย เพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ในด้านการขยายธุรกิจ AirAsia MOVE เดินหน้าขยายเครือข่ายสู่จีนและอินเดียมากขึ้น โดยล่าสุดได้เพิ่มสายการบินจีนอย่าง China Southern Airlines และ China Eastern Airlines เข้ามาในแพลตฟอร์ม ปัจจุบัน AirAsia MOVE สามารถจองตั๋วได้กว่า 700 สายการบินทั่วโลก หลังบริษัทปรับบทบาทสู่การเป็น OTA เต็มรูปแบบ
“เราไม่ได้ขายเฉพาะ AirAsia แล้ว แต่ขายทุกสายการบิน เพราะเราอยากให้คนเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น”
จับมือ ททท. แชร์ Data กระตุ้นท่องเที่ยวไทย
สำหรับความร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บริษัทเตรียมลงนาม MOU ร่วมกันในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ เพื่อทำการตลาด แลกเปลี่ยนข้อมูลนักท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยร่วมกัน
นายฉัททันต์ ระบุว่า จุดแข็งของ AirAsia MOVE คือฐานข้อมูลนักเดินทางจำนวนมากในอาเซียน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และช่วยผู้ประกอบการไทยวางกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น “เรามี data และยินดีแชร์ เพราะยิ่งแชร์ คนก็ยิ่งรู้จักเรา และช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นได้”
แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว รับนักเดินทางยุคใหม่
AirAsia MOVE ยังแนะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้เร่งปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น
บริษัทเสนอให้พัฒนาแพ็กเกจเฉพาะกลุ่ม เช่น แพ็กเกจครอบครัวสำหรับตลาดมาเลเซียและฟิลิปปินส์ การยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วนสำหรับ Solo Traveller ในอินโดนีเซีย หรือกิจกรรมเสริมที่เลือกซื้อได้สำหรับนักท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการจอง ทั้งบริการล็อกราคา การรับประกันราคา และนโยบายเปลี่ยนแปลงการเดินทางที่ยืดหยุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการควรออกแบบแพ็กเกจที่เน้น “ประสบการณ์” มากขึ้น ทั้งอาหารท้องถิ่น เวิร์กชอป กิจกรรมชุมชน และกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ เพื่อดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่
รวมถึงใช้กลยุทธ์ราคาหลายระดับ ตั้งแต่ Budget ไปจนถึง Premium เพื่อรองรับกำลังซื้อที่แตกต่างกัน
ชี้ Wellness ไทยแข็งแกร่งสุดในอาเซียน
นายฉัททันต์ ยังมองว่า ไทยมีศักยภาพสูงในตลาด Wellness และ Longevity Tourism จากรากฐานด้าน Medical Tourism ที่แข็งแรงมายาวนาน โรงพยาบาลเอกชนไทยมีความแข็งแกร่งระดับภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจ Wellness, Preventive Healthcare และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อีกมาก
“เมืองไทยแข็งแรงมากเรื่องนี้ เพราะเรามี Medical Tourism ที่ดีอยู่แล้ว และตอนนี้ demand เรื่อง wellness กับ longevity โตเร็วมาก”
เตือน “ความปลอดภัย” คือหัวใจสำคัญของท่องเที่ยวไทย
นายฉัททันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวไทยในเวลานี้ คือความปลอดภัยเพราะทุกข่าวเชิงลบสามารถกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวได้ทันที ต่อให้โปรโมชั่นดีแค่ไหน การตลาดเก่งแค่ไหน แต่ถ้าความปลอดภัยไม่มี การตลาดมันก็ไม่ขึ้น
โดยมองว่า ภาครัฐ เอกชน และทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น และสื่อสารเชิงบวกออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวโลก







