thansettakij
thansettakij
ถอดมุมคิด CEO‘คันทรี่ กรุ๊ป’ขยายพอร์ตลงทุน 1.4 หมื่นล้าน ผนึกแบรนด์โลกสร้างธุรกิจ

ถอดมุมคิด CEO‘คันทรี่ กรุ๊ป’ขยายพอร์ตลงทุน 1.4 หมื่นล้าน ผนึกแบรนด์โลกสร้างธุรกิจ

09 พ.ค. 69 | 01:21 น.
อัปเดตล่าสุด :09 พ.ค. 69 | 01:28 น.

คันทรี่ กรุ๊ป ไม่เพียงเป็นเจ้าของโรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ และคาเพลลา กรุงเทพ ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกเท่านั้น ล่าสุดยังอยู่ระหว่างขยายการลงทุนสู่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ และที่พักอาศัยแบบ “Family Living” ในโครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท เราจะถอดรหัส ถึงทิศทางการขยายพอร์ตโฟลิโอ และเป้าหมายการลงทุน ของซีอีโอ คันทรี่ กรุ๊ป ซึ่งมีแนวคิดขยายธุรกิจในมุมมองที่แตกต่าง

KEY

POINTS

  • ถอดรหัส เบน เตชะอุบล ซีอีโอ คันทรี่กรุ๊ปขยายลงทุน ดัน โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ และคาเพลลา กรุงเทพ ติดอันดับโลก
  • ทุ่ม 1.4 หมื่นล้านบาท ผุดโครงการมิกซ์ยูส ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ 
  • ดันบริษัทในเครือขยายการลงทุนโรงแรมสไตล์ใหม่ บนเกาะพะงัน

นาย เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD สะท้อนแนวคิดในการดำเนินธุรกิจและการขยายการลงทุนของคันทรี่ กรุ๊ป ว่าจะเน้นการสร้าง “ความแตกต่าง” (Differentiation) และการเป็น “ผู้นำตลาด” (Market Leader) ในทุกเซกเตอร์ที่เข้าไปลงทุน การดึงแบรนด์ระดับโลกเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

CEO คันทรี่กรุ๊ป ถอดกลยุทธการลงทุนขยายธุรกิจ

โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ การจับมือกับแบรนด์ระดับโลก และพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้เป็นที่จดจำและยอมรับในระดับสากล เพิ่มมูลค่าโครงการในระยะยาว และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป

“เราไม่เน้นการขยายจำนวนโครงการให้ได้มากที่สุด ไม่เลือกทำโครงการที่ไม่มีจุดเด่นหรือซ้ำซ้อนกับคู่แข่งในตลาด แต่เป็นการเลือกทำโครงการขนาดใหญ่ที่มีความพิเศษและมีคุณภาพสูงและมีแบรนด์ระดับโลกมาการันตี เพราะเราต้องการเลือกทำสิ่งที่แตกต่างจริงๆจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว มากกว่าการทำโครงการเล็กๆ หลายโครงการที่อาจสร้างความวุ่นวายในการบริหารจัดการ”

            

ดังนั้นในธุรกิจโรงแรมและเรสซิเด้นท์ ของบริษัทในกรุงเทพฯ จึงดึงแบรนด์ระดับโลก อย่าง โฟร์ซีซั่นส์ และคาเพลลา เข้ามาบริหาร การดึงแบรนด์ดีๆระดับโลกเข้ามา ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นงานที่เหนื่อย เนื่องจากหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การก่อสร้างโครงการ ซึ่งใครก็สร้างได้ แต่คือการทำให้แบรนด์เหล่านั้นเชื่อมั่นและยอมตกลงมาร่วมกับโครงการ

ด้วยการเริ่มจากแบรนด์โฟร์ซีซั่นส์ก่อน ซึ่งคนไทยรู้จักแบรนด์นี้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ดึงคาเพลลา เข้ามาช่วงแรกยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย แต่ท้ายสุดก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วหลังการเปิดตัว

              

ดัน 2 โรงแรมหรูในไทย ติดอันดับโลก

ในที่สุดก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและประสบความสำเร็จอย่างสูง ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าจากการได้รับรางวัลโรงแรมที่ดีที่สุดในโลก จากการประกาศผล The World’s 50 Best Hotels ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ที่ได้อันดับ 2 โรงแรมที่ดีที่สุดในโลก 2025

ส่วนโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ก็คว้าอันดับ 1 โรงแรมที่ดีที่สุดในโลก 2024 และรางวัลอื่นๆในระดับนานาชาติ ก็ทำให้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วย ที่มีโครงการคุณภาพระดับสากลเกิดขึ้น

โครงการลงทุนของ คันทรี่กรุ๊ป

นอกจากนี้ทางคันทรี่ กรุ๊ป ยังวางโครงสร้างรายได้ในลักษณะผสมผสานระหว่าง Recurring Income เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอจากธุรกิจโรงแรมและพื้นที่เช่า และการขายขาดโครงการที่พักอาศัย (Condo/Residential) เพื่อให้สามารถคืนทุนได้รวดเร็วสำหรับส่วนที่ลงทุนไป เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน

ขยายธุรกิจสู่โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ

สำหรับโครงการล่าสุดของคันทรี่ กรุ๊ป ที่อยู่ระหว่างการลงทุน คือ โครงการ “Bonds Rama 3” มิกซ์ยูส (Mixed-Use) มูลค่ารวม 14,400 ล้านบาท บนถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นการผสานการศึกษาระดับพรีเมียม เข้ากับการพัฒนาที่พักอาศัยแบบ “Family Living” เพื่อสะท้อนแนวคิดการออกแบบพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิต และการเรียนรู้ในทุกมิติ ของ คันทรี่ กรุ๊ป

โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ

ภายในโครงการนี้จะประกอบไปด้วย “โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ” (SPGS International School Bangkok) จะเปิดในเดือนสิงหาคม 2569 และโครงการที่พักอาศัย 315 ห้อง ซึ่งเชื่อมต่อกับโรงเรียน เพื่อรองรับผู้ปกครองและนักลงทุนที่ต้องการปล่อยเช่าระยะยาว ภายใต้การบริหารจัดการของคันทรี่ กรุ๊ป ไม่ใช้แบรนด์ภายนอก

เพราะมั่นใจในคุณภาพและการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ครอบครัวและความปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการมีจำนวนห้องพักเพียง 315 ห้อง ในขณะที่มีจำนวนนักเรียนในโรงเรียนถึง 1,700 คน ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ห้องพักจะเต็มตลอดเวลา

การลงทุนโรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ใช้เงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งคุณเบน ได้ดึง St Paul’s Girls’ School, London หนึ่งในสถานศึกษาชั้นนำของประเทศอังกฤษที่เปิดให้บริการมากว่า 120 ปี และได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของประเทศอังกฤษด้านความเป็นเลิศทางวิชาการถึง 13 ปีจาก 14 ปีที่ผ่านมา

SPGS International School Bangkok

ทั้งยังได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนนักเรียนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ 100 อันดับแรกของโลกได้สูงถึง 92% และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าอย่าง มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีก รวมกันถึง 54%

อีกทั้งยังมีผลการสอบ GCSE (General Certificate of Secondary Education) โดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยสัดส่วนเกรด 9-7 (เทียบเท่า A*-A) สูงถึง 99% พร้อมรักษามาตรฐานผลการสอบระดับ A*-A มากกว่า 90% มากว่าทศวรรษ

การดึงแบรนด์โรงเรียนระดับโลกเข้ามา ก็เป็นการสร้างคุณภาพโครงการ ในการก้าวเข้าสู่การลงทุนในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ และจากชื่อเสียงของโรงเรียน ก็ทำให้ตอบโจทย์ผู้ปกครองที่ต้องการโรงเรียนคุณภาพ ที่สามารถส่งลูกเข้ามาเรียนได้ โดยไม่ต้องบินไปเรียนถึงต่างประเทศ

ทั้งนี้โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนสาขานานาชาติแห่งที่ 2 ของโลก ต่อจากประเทศจีน เปิดรับนักเรียนชายและหญิงอายุระหว่าง 2-18 ปี โดยในปีการศึกษา 2569/2570 จะเริ่มเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา (Pre-Nursery to Year 6) และมีแผนเปิดระดับมัธยมศึกษา (Senior School) ต่อในปีการศึกษา 2570/2571

การขยายตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณเบน เล่าถึง เหตุผลในการเลือกเซนต์ปอลฯ ลอนดอน หลังจากไปดูงานสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก สิ่งที่โดดเด่นคือ DNA ของความคิดก้าวหน้า (Progressive Thinking) ที่ฝังลึกอยู่ในปรัชญาการศึกษามากว่า 120 ปี ซึ่งวิสัยทัศน์ของคันทรี่ กรุ๊ป คือ การมีส่วนร่วมสร้างสรรค์โรงเรียนที่มีความโดดเด่นอย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้สัมผัสประสบการณ์การศึกษาตามแบบดั้งเดิมของ St Paul’s Girls’ School ได้ที่กรุงเทพ

เขา ย้ำว่า โรงเรียนแห่งนี้มี Forward Looking อยู่ในสายเลือดตั้งแต่ก่อตั้ง การสอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ตามตำรา แต่เน้นการสร้างให้เด็กมีตัวตนและจุดยืน (Self-expression) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ และผมมองว่า การศึกษา คือคำตอบในระยะยาวที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของบุคลากรไทย จึงต้องการนำมาตรฐานทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากลมาสู่ประเทศไทย

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำมาตรฐานมาแบบ “เต็มรูปแบบ” (Fully Implemented) ทั้งสองฝ่ายมีคอมมิตเมนต์ร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อแบรนด์หรือนำโลโก้มาติด แต่เป็นการนำปรัชญาและอัตลักษณ์มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของกรุงเทพฯเป็นการวางรากฐานการศึกษา เพื่อการสร้างมาตรฐานการศึกษาระดับโลกในไทยอย่างแท้จริง

อีกทั้งตนในฐานะพ่อให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ช่วยสร้างความอดทนและความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับเด็ก เพราะอุปสรรคคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ หน้าที่ของครูใหญ่คือการันตีว่านักเรียนจะได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งจากภายใน เพื่อให้สามารถล้มแล้วลุกขึ้นได้”

เขามองว่า นี่คือ การสนับสนุนความสำเร็จของประเทศไทยในอนาคตผ่านการสร้างคน และย้ำว่าการออกแบบอาคารและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนได้ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ (Well-being) ของนักเรียนเป็นแกนกลาง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ คันทรี่ กรุ๊ป มุ่งหวังร่วมกันในการสร้างโรงเรียนที่ขับเคลื่อนด้วยความใฝ่รู้ทางปัญญา ความเป็นอิสระทางความคิด และเสริมสร้างคุณค่าของนักเรียนเองจากภายใน

นอกจากนี้ยัง ปรารถนาให้นักเรียนของเราประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจในตัวเอง ยึดมั่นในคุณค่าที่ดี พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อเติบโตและก้าวทันโลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ปั้นบริษัทในเครือ ลงทุนโรงแรมใหม่ บนเกาะพะงัน

ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนของบริษัทในเครือ คือ บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEYOND ซึ่งอยู่ระหว่างลงทุนโรงแรมในแบบ Luxury Tented Camp (เต็นท์แคมป์สุดหรู) ที่เกาะพะงัน ภายใต้ชื่อ โรงแรม KAIA เกาะพะงัน

โดยจะเป็นแบรนด์แรกที่ทางบริษัทในเครือพัฒนาขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการเอง เน้นการออกแบบที่สวยงามและมีคุณภาพการบริการเทียบเท่ากับโรงแรมระดับ 5 ดาว มีห้องพักประมาณ 80 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้

ทั้งหมดล้วนเป็นแนวคิดและมุมมองในการขับเคลื่อนคันทรี่ กรุ๊ป ที่จะเกิดขึ้น