
ชำแหละ 5 ประเด็นร้อน ร่างกฎหมาย ‘โฆษณา’ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การเสนอจัดทำ (ร่าง) กฎหมาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ลำดับรองตามมาตรา 32/1 เปิดเกณฑ์คุมการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามแสดงภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ จำกัดพื้นที่สื่อ 3-5% พร้อมคำเตือนขนาดใหญ่ ถูกจับตามอง เมื่อผู้ประกอบการหลายกลุ่มเสนอทบทวน หวั่นกระทบเมนู ร้านค้า และสื่อออนไลน์
KEY
POINTS
- กรมควบคุมโรคกำลังจัดทำร่างกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีสาระสำคัญ 5 ประเด็น คือ ขอบเขตข้อมูล, วิธีเผยแพร่, พื้นที่และเวลา, คำเตือน และข้อยกเว้น
- ร่างกฎหมายมีข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น ห้ามแสดงภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์, จำกัดพื้นที่โฆษณาบนสื่อต่างๆ ไม่เกิน 3-5% และกำหนดเวลาออกอากาศเฉพาะช่วง 22.00 - 05.00 น.
- กำหนดให้การโฆษณาต้องมีคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพ (เช่น สุราเป็นเหตุก่อมะเร็ง) โดยใช้พื้นที่ไม่น้อย
คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 32/1 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ก่อนนำข้อเสนอไปพิจารณาปรับปรุงร่าง ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวยังไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้
การเสนอจัดทำ (ร่าง) กฎหมาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
การหารือรับฟังความคิดเห็นมีผู้ประกอบการและตัวแทนหลายกลุ่มเข้าร่วมกว่า 240 ราย ทั้งธุรกิจไวน์ สุราชุมชน โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ โดยสาระของร่างครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ขอบเขตข้อมูลและการประชาสัมพันธ์, วิธีเผยแพร่, พื้นที่และช่วงเวลา, คำเตือน, และข้อยกเว้น
ร่างกำหนดให้ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่เผยแพร่ได้จำกัดอยู่ที่ปริมาณแอลกอฮอล์ ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด กระบวนการผลิต สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และราคาจำหน่ายตามปกติ โดยต้องไม่เป็นการชักจูงให้บริโภคทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ส่วน “ความรู้” ให้เผยแพร่ได้เฉพาะวิธีการบริโภคอย่างถูกต้องตามหลักสากล ขณะที่ “การประชาสัมพันธ์” สามารถแสดงชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย รวมถึงภาพหรือสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม วิธีเผยแพร่กำหนดห้ามแสดงภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาพบรรจุภัณฑ์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงห้ามการเชื้อเชิญหรือชักจูงให้บริโภค โดยต้องไม่มุ่งสื่อสารไปยังผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่เว็บไซต์ สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต้องมีระบบคัดกรองอายุ หรือใช้เครื่องมือจำกัดอายุตามที่แพลตฟอร์มรองรับ
ส่องมาตรา 32/1 คุมเข้ม
ด้านพื้นที่และเวลา ร่างกำหนดให้โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิดีโอ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์รวมกันไม่เกิน 5% ของพื้นที่สื่อ ส่วนสื่อภาพเคลื่อนไหวกำหนดไม่เกิน 5% ของเวลานำเสนอและให้แสดงช่วงท้าย โทรทัศน์ วิทยุ รายการเสียงดิจิทัล และรายการโทรทัศน์ กำหนดช่วงเวลา 22.00 - 05.00 น. ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และเมนูอาหารหรือเครื่องดื่มจำกัดพื้นที่รวมไม่เกิน 5% และห้ามอยู่บนปกหน้า ปกหลัง หน้ากลาง หรือส่วนห่อหุ้ม ส่วนสื่อประเภทอื่นจำกัดไม่เกิน 3% ของพื้นที่สื่อ
สำหรับสื่อออนไลน์ต้องไม่ปรากฏแบบอัตโนมัติในลักษณะแทรก คั่น หรือรบกวนการรับชม และห้ามอยู่ในช่องทางที่มุ่งเป้าไปยังผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี กรณีมีการแสดงภาพหรือสัญลักษณ์ ร่างกำหนดให้มีคำเตือนต่อเนื่อง ตัวอักษรไทยหนาสีขาวบนกรอบสีดำ โดยตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรอบ และกรอบคำเตือนมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ ข้อความประกอบด้วย “สุราเป็นเหตุก่อมะเร็งได้” “สุราเป็นเหตุให้พิการและเสียชีวิตได้” และ “สุราเป็นเหตุให้สมองเสื่อมได้” โดยให้เลือกใช้ให้สอดคล้องกับประเภทเครื่องดื่ม
จากการประชุมรับฟังความคิดเห็น ผู้ประกอบการหลายกลุ่มเสนอให้ทบทวนถ้อยคำ “ชักจูงใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม” เนื่องจากเห็นว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการตีความกว้าง และซ้ำซ้อนกับข้อจำกัดด้านการส่งเสริมการขายที่มีกฎหมายกำกับอยู่แล้ว โดยเสนอให้ตัดถ้อยคำดังกล่าวหรือกำหนดนิยามให้ชัดเจน
อีกประเด็นคือการห้ามแสดงภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการเห็นว่าอาจกระทบสิทธิในการรับรู้ข้อมูลสินค้า รวมถึงการระบุผลิตภัณฑ์และการป้องกันสินค้าปลอม โดยเฉพาะผู้ผลิตรายเล็กและสุราชุมชน จึงเสนอให้สามารถใช้ภาพขวดหรือบรรจุภัณฑ์จริงได้ภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมพฤติกรรมการชักจูง
ภาคธุรกิจยังเสนอให้สามารถสื่อสารราคาจำหน่ายตามปกติ ราคาขายส่ง ส่วนลดตามปริมาณ รางวัล มาตรฐาน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิธีบริโภคอย่างถูกต้องได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้ผู้ผลิตรายเล็กสามารถระบุสถานที่จำหน่าย ร้านอาหารที่มีสินค้า และการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้
ส่วนข้อจำกัด 3-5% มีข้อเสนอให้ผ่อนคลาย โดยเฉพาะเมนู รายการเครื่องดื่ม แผ่นพับ โปรชัวร์ และแคตตาล็อก ซึ่งผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นสื่อให้ข้อมูลมากกว่าการโฆษณา และเสนอให้พิจารณาความแตกต่างระหว่างสื่อสาธารณะที่ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับสื่อภายในร้านหรือช่องทางที่สามารถควบคุมอายุผู้เข้าถึงได้
ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับหลักการป้องกันการเข้าถึงของผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี แต่เสนอให้คำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิคของแต่ละแพลตฟอร์ม และใช้ระบบจำกัดอายุเท่าที่แพลตฟอร์มรองรับ ขณะที่ช่วงเวลา 22.00-05.00 น. อาจใช้กับโทรทัศน์และวิทยุได้ แต่สื่อออนไลน์และเสียงดิจิทัลควรพิจารณาตามลักษณะการรับชมแบบตามความต้องการ
ด้านคำเตือน ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการให้ข้อมูลความเสี่ยง แต่เสนอให้ทบทวนกรอบคำเตือนที่กินพื้นที่อย่างน้อย 1 ใน 3 ของสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์และสื่อขนาดเล็ก และมีข้อเสนอให้ลดเหลืออย่างน้อย 5% พร้อมขอให้กำหนดให้ชัดเจนว่าสื่อประเภทใดต้องมีคำเตือน รวมถึงพิจารณาการใช้สัญลักษณ์สากลและเพิ่มหมายเลขสายด่วนเลิกดื่ม นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐจัดทำตัวอย่างจำลองการใช้กฎหมาย ทั้งขนาดภาพสินค้า พื้นที่ประชาสัมพันธ์ และคำเตือน เพื่อทดสอบการใช้งานจริงก่อนกำหนดเป็นหลักเกณฑ์
สำหรับข้อยกเว้น ร่างเปิดทางให้สถานประกอบการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และกิจกรรมเป็นครั้งคราวที่หน่วยงานรัฐ อปท. หรือรัฐวิสาหกิจจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ผลิตรายย่อย ได้รับยกเว้นข้อกำหนดบางส่วน แต่การแสดงภาพสินค้าและสัญลักษณ์ต้องอยู่ภายในพื้นที่ที่กำหนดและไม่เห็นจากภายนอก ห้ามกล่าวอ้างคุณภาพหรือสุขภาพ ชักจูงให้บริโภค หรือเชื่อมโยงกับความสำเร็จ รวมถึงห้ามเผยแพร่เนื้อหาของกิจกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ร่างยังมีข้อยกเว้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม เช่น ซอมเมอลิเยร์ ภายใต้เงื่อนไขไม่ชักจูง ไม่ส่งเสริมการบริโภค และไม่มุ่งไปยังผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงเว็บไซต์ทางการของผู้ประกอบการที่แจ้งต่อสำนักงานฯ
ผู้ประกอบการเสนอให้ขยายข้อยกเว้นไปยังร้านอาหาร โรงเบียร์ โรงผลิต โรงแรม และกิจกรรมภาคเอกชนที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเสนอให้ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการสามารถให้ข้อมูลสินค้าได้ภายใต้หลักเกณฑ์ รวมถึงเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สามารถให้ความรู้ผ่านออนไลน์ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้ผ่านหลักสูตรหรือมีใบรับรอง
สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ แนะทบทวนก่อนบังคับใช้
นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมประมาณ 245 คน ทั้งสมาคมธุรกิจไวน์ สุราชุมชน โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ เนื่องจากร่างดังกล่าวมีผลต่อผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่ เห็นว่าร่างมีข้อกำหนดเข้ม โดยเฉพาะการห้ามแสดงภาพขวดและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตรายเล็กสื่อสารตัวตนของสินค้าได้ยาก รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าคำว่า “ชักจูงโดยทางอ้อม” อาจนำไปสู่การตีความกว้าง ขณะที่การกำหนดพื้นที่ 3% และ 5% อาจกระทบตั้งแต่เมนู ป้ายหน้าร้าน เสื้อพนักงาน แก้ว ไปจนถึงสื่อออนไลน์
“สมาคมเตรียมรวบรวมข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ควรพิจารณาทั้งการคุ้มครองเยาวชน การควบคุมการบริโภค และความจำเป็นในการให้ข้อมูลสินค้าแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น โดยหน่วยงานผู้จัดทำจะนำความคิดเห็นจากผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างก่อนเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป”






