
เปิดร่างกฎหมายลูก 'เหล้า-เบียร์' คุมเข้มโฆษณา-คำเตือน จี้ทบทวนก่อนประกาศใช้
เปิดร่างกฎหมายลูกตามมาตรา 32/1 รับฟังความเห็น กำหนดเกณฑ์ประชาสัมพันธ์แอลกอฮอล์เข้ม ห้ามโชว์ขวด จำกัดพื้นที่สื่อ 3-5% พร้อมคำเตือนขนาดใหญ่ ด้านสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ หวั่นกระทบเมนู-ออนไลน์ จี้ทบทวนก่อนประกาศใช้
KEY
POINTS
- ร่างกฎหมายใหม่เสนอให้คุมเข้มการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจำกัดพื้นที่แสดงโลโก้ไม่เกิน 3-5% และห้ามแสดงภาพขวดหรือบรรจุภัณฑ์
- กำหนดให้ต้องมีข้อความคำเตือนขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีความคล้ายคลึงกับคำเตือนบนซองบุหรี่
- ผู้ประกอบการแสดงความกังวลว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยเฉพาะนิยาม "ชักจูงใจโดยอ้อม" ที่ไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหาร คราฟท์เบียร์ และผู้ค้ารายย่อย
เปิดร่างกฎหมายม. 32/1 โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เปิดรายละเอียดร่างกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 32/1 คุมการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กำหนดสื่อแสดงชื่อ-โลโก้ไม่เกิน 3-5% พร้อมคำเตือนขนาดไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่ ห้ามภาพขวด-บรรจุภัณฑ์ ขณะที่ผู้ประกอบการกว่า 200 รายร่วมวงหารือ เสนอทบทวนเกณฑ์ “ชักจูงใจโดยอ้อม” และระบบคัดกรองอายุ ห่วงกระทบร้านอาหาร คราฟท์เบียร์ สุราชุมชน ค้าปลีก และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
ร่างกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 32/1 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำลังเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จับตา หลังคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดทำเอกสารประกอบการประชุมรับฟังความคิดเห็น “หลักการและประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายลำดับรอง ตามมาตรา 32/1” เมื่อ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
สาระสำคัญของร่างครอบคลุม 5 เรื่อง ได้แก่ ขอบเขตข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการประชาสัมพันธ์ วิธีการเผยแพร่ เงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ทั้งด้านพื้นที่และช่วงเวลา ข้อความคำเตือน และข้อยกเว้นสำหรับบางกรณี อย่างไรก็ดี ภายหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น ผู้ประกอบการจากหลายกลุ่มได้เสนอให้ทบทวนรายละเอียดหลายประเด็น โดยเฉพาะการห้ามแสดงภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การกำหนดสัดส่วนพื้นที่สื่อไม่เกิน 3-5% การบังคับข้อความคำเตือนขนาดใหญ่ รวมถึงถ้อยคำ “ชักจูงใจให้บริโภคไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม” ที่ภาคธุรกิจเห็นว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการตีความกว้าง
เปิด 5 เกณฑ์คุมประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ตามร่างหลักการที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ กำหนดขอบเขตข้อมูลที่สามารถเผยแพร่ได้ โดยแบ่งเป็นข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการประชาสัมพันธ์ ในส่วนของ ข้อมูลข่าวสาร สามารถเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด กรรมวิธีการผลิต สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และราคาจำหน่ายสินค้าตามปกติได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะชักจูงใจให้บริโภคไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
ขณะที่ การประชาสัมพันธ์ อนุญาตให้แสดงชื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขาย รวมถึงภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขาย แต่ในขั้นตอนการเผยแพร่
ร่างกำหนดว่ากลุ่มเป้าหมายต้องไม่เป็นบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี และสำหรับสื่อดิจิทัล สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ และสื่อสังคมออนไลน์ ต้องมีระบบคัดกรองอายุผู้เข้าถึง นอกจากนี้ ห้ามปรากฏภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บรรจุภัณฑ์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบรรจุภัณฑ์ และเนื้อหาต้องไม่มีลักษณะเชิญชวนหรือชักจูงใจให้บริโภคไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
จำกัดพื้นที่สื่อ 3-5% พร้อมล็อกช่วงเวลา
อีกประเด็นสำคัญคือการกำหนดสัดส่วนพื้นที่และช่วงเวลาการประชาสัมพันธ์ สำหรับโทรทัศน์ การฉายภาพ ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ และสื่อสังคมออนไลน์ การแสดงรวมกันทุกผลิตภัณฑ์ต้องไม่เกิน 5% ของพื้นที่สื่อ หากเป็นสื่อภาพเคลื่อนไหว ต้องแสดงรวมกันทุกผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 5% ของเวลาแสดงสื่อทั้งหมด และต้องแสดงในตอนท้ายเท่านั้น
ส่วนโทรทัศน์ วิทยุ รายการเสียงดิจิทัล และรายการโทรทัศน์ กำหนดให้ประชาสัมพันธ์ได้เฉพาะช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ รายการอาหารหรือเครื่องดื่ม กำหนดให้แสดงรวมกันทุกผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 5% ของพื้นที่สื่อทั้งหมด และห้ามแสดงที่ปกหน้า ปกหลัง คู่หน้ากลาง หรือสิ่งห่อหุ้มสื่อสิ่งพิมพ์
ขณะที่สื่อประเภทอื่นกำหนดให้แสดงรวมกันทุกผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 3% ของพื้นที่สื่อทั้งหมด สำหรับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ และสื่อสังคมออนไลน์ ยังห้ามแสดงหรือเผยแพร่โดยอัตโนมัติในลักษณะแทรก ขัดจังหวะ หรือรบกวนการใช้งานของผู้รับสื่อ รวมถึงห้ามเผยแพร่ในช่องทางที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และต้องมีระบบคัดกรองอายุ หรือใช้เครื่องมือจำกัดอายุเท่าที่แพลตฟอร์มนั้นรองรับ
คำเตือนต้องใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่
ร่างยังกำหนดให้การแสดงภาพสัญลักษณ์ต้องมีข้อความคำเตือนตลอดเวลา โดยเป็นตัวอักษรไทยแบบหนา สีขาว อยู่ในกรอบพื้นสีดำเข้ม อ่านง่าย ชัดเจน และไม่เป็นตัวประดิษฐ์ กรอบคำเตือนต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ และยาวตลอดแนวนอนชิดขอบบน ขณะที่ความสูงตัวอักษรต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรอบคำเตือน ข้อความคำเตือนที่กำหนดไว้ 3 ชุด ได้แก่
- “สุราเป็นเหตุก่อมะเร็งได้”
- “สุราเป็นเหตุให้พิการและเสียชีวิตได้”
- “สุราเป็นเหตุให้สมองเสื่อมได้”
หากเป็นเครื่องดื่มประเภทอื่นหรือเครื่องดื่มผสมสำเร็จรูป ให้ใช้คำว่า “สุรา”
เปิดข้อยกเว้น 3 กลุ่ม แต่กำหนดเงื่อนไขเข้ม
สำหรับข้อยกเว้น ร่างกำหนดไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่ สถานบริการและการจัดกิจกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ Sommelier และเว็บไซต์ทางการหรือเว็บไซต์หลักของผู้ประกอบธุรกิจที่มีการแจ้งข้อมูลกับสำนักงานฯ กรณีสถานบริการหรือกิจกรรมที่ได้รับข้อยกเว้น การปรากฏภาพบรรจุภัณฑ์หรือภาพสัญลักษณ์ต้องอยู่ภายในบริเวณเฉพาะที่จัดไว้และมองไม่เห็นจากภายนอก
อีกทั้งห้ามมีข้อความอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้บริโภค ห้ามมีเนื้อหาส่งเสริมการบริโภคหรือเชื่อมโยงกับความสำเร็จ และห้ามใช้บุคคลมีชื่อเสียงประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่กิจกรรมสู่สาธารณะ นอกจากนี้ ห้ามมุ่งเป้าไปยังผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และห้ามนำข้อมูล ภาพ เสียง ชื่อ เครื่องหมาย ตราสินค้า หรือเนื้อหาภายในงานไปเผยแพร่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
สำหรับ Sommelier กำหนดให้ไม่มีข้อความอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจ ไม่มีเนื้อหาส่งเสริมการบริโภคหรือแสดงถึงความสำเร็จ และไม่มุ่งเป้าไปยังผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ส่วนเว็บไซต์ทางการของผู้ประกอบธุรกิจ ต้องไม่มีข้อความอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจ ไม่มีเนื้อหาส่งเสริมการบริโภคหรือแสดงถึงความสำเร็จ และไม่มุ่งเป้าไปยังผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
ผู้ประกอบการกว่า 200 รายร่วมวง จี้ทบทวนร่าง
จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการและตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม โดยมีทั้งสมาคมไวน์ สมาคมสุราชุมชน สมาคมโรงแรม สมาคมร้านอาหาร ผู้ค้าปลีก และผู้ประกอบการคราฟท์เบียร์ ภาคธุรกิจเสนอให้ทบทวนร่างในหลายประเด็น โดยเฉพาะถ้อยคำ “ชักจูงใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม” ซึ่งเห็นว่าอาจเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจตีความกว้างเกินไป และอาจซ้ำซ้อนกับกฎหมายเกี่ยวกับการขายที่มีอยู่แล้ว
จึงเสนอให้ตัดถ้อยคำดังกล่าวออก หรือกำหนดนิยามของ “ชักจูงใจ” ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบการสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริง อีกประเด็นคือการห้ามแสดงภาพบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการเสนอให้สามารถแสดงภาพขวด รูปร่างบรรจุภัณฑ์ และลักษณะของสินค้าได้ โดยให้เหตุผลเรื่องการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภค การสร้างการรับรู้สินค้า การยืนยันตัวตนผลิตภัณฑ์ และการป้องกันสินค้าปลอม
ภาคธุรกิจยังเสนอให้สามารถแจ้งราคาจำหน่ายตามปกติ รวมถึงการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่จำหน่าย ร้านอาหารที่มีสินค้าให้บริการ ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ ต้องการให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลรางวัล มาตรฐานคุณภาพ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และข้อมูลการบริโภคที่ถูกต้องตามหลักสากลได้อย่างครอบคลุม
ค้านระบบคัดกรองอายุออนไลน์ที่ยังไม่ชัด
ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับหลักการไม่ให้สื่อสารไปยังกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี แต่มีข้อกังวลว่าการกำหนดให้สื่อออนไลน์ต้องมีระบบคัดกรองอายุอาจติดข้อจำกัดทางเทคนิค เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีเครื่องมือและความสามารถในการจำกัดอายุแตกต่างกัน จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดแนวทางการคัดกรองอายุให้ชัดเจนและยืดหยุ่นตามระบบของแต่ละแพลตฟอร์ม หรือให้ใช้เครื่องมือจำกัดอายุเท่าที่แพลตฟอร์มนั้นสามารถรองรับได้
ส่วนการจำกัดพื้นที่ประชาสัมพันธ์ไม่เกิน 5% ผู้ประกอบการเสนอให้ยกเลิกหรือผ่อนคลาย โดยระบุว่าอาจไม่เพียงพอต่อการสื่อสารข้อมูล และอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว สำหรับเมนูอาหาร รายการเครื่องดื่ม โบรชัวร์ แผ่นพับ และแคตตาล็อก มีข้อเสนอให้ยกเว้นข้อจำกัดด้านสัดส่วนพื้นที่ เนื่องจากเป็นสื่อที่ใช้ให้ข้อมูลสินค้าแก่ผู้บริโภค พร้อมเสนอให้สามารถแสดงส่วนประกอบเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคได้
ห่วงเมนูร้านอาหาร-ป้ายหน้าร้านโดนลูกหลง
อีกข้อกังวลคือการนำหลักเกณฑ์ไปใช้กับสื่อภายในร้านอาหารและสถานประกอบการ โดยผู้ประกอบการเสนอให้แยกความแตกต่างระหว่างบิลบอร์ดขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะกับป้ายขนาดเล็กบริเวณสถานที่จำหน่าย สำหรับสถานที่ที่มีการคัดกรองผู้เข้าใช้บริการเฉพาะผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีข้อเสนอให้สามารถแสดงข้อมูลสินค้าได้โดยไม่จำกัดสัดส่วน
ส่วนร้านอาหารที่มีผู้ใช้บริการหลายช่วงวัย อาจใช้การควบคุมโดยให้เมนูหรือข้อมูลเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ผู้ประกอบการยังเสนอให้พิจารณาธรรมชาติของสื่อและความสามารถของผู้รับสื่อในการเลือกหรือให้ความยินยอม โดยเฉพาะการคุ้มครองเด็กและเยาวชน
จี้ระบุชัด สื่อไหนต้องติดคำเตือน
สำหรับข้อความคำเตือน ภาคธุรกิจเห็นด้วยกับหลักการให้มีคำเตือน แต่เสนอให้กำหนดให้ชัดเจนว่าสื่อประเภทใดต้องแสดงข้อความคำเตือน เช่น บิลบอร์ด เสื้อพนักงาน หรือสื่อประเภทอื่น ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอไม่ให้กำหนดกรอบคำเตือนขนาดถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มีพื้นที่จำกัด และเสนอให้พิจารณากรอบคำเตือนในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น ไม่น้อยกว่า 5% ของพื้นที่สื่อ
นอกจากนี้ มีข้อเสนอให้พิจารณาใช้ข้อความที่มีอยู่บนฉลากหรือข้อความเกี่ยวกับการจำกัดอายุ รวมถึงการใช้สัญลักษณ์สากลประกอบหรือแทนข้อความคำเตือน และเสนอให้เพิ่มหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนเลิกเหล้าไว้ร่วมกับคำเตือน ภาคธุรกิจยังเสนอให้หน่วยงานจัดทำสื่อจำลอง หรือ Mock-up เพื่อทดลองใช้หลักเกณฑ์ทั้งหมดร่วมกัน ทั้งขนาดภาพผลิตภัณฑ์ กรอบคำเตือน และข้อความ ก่อนกำหนดเป็นข้อบังคับ
“คราฟท์เบียร์” ชี้ร่างเปิดประชาสัมพันธ์ แต่ห้ามเห็นขวด
นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ กล่าวถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการและภาคประชาชนได้รวมตัวกันเสนอแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายเดิมมีโทษทางอาญาและโทษปรับค่อนข้างสูง
นายศุภพงษ์กล่าวว่า ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายมีทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและกลุ่มที่รณรงค์ไม่ให้ดื่มเข้ามามีส่วนร่วม และเกิดแนวทางที่ให้กฎหมายควบคุมการโฆษณา แต่เปิดให้สามารถประชาสัมพันธ์ได้ โดยกฎหมายหลักกำหนดกรอบกว้างและให้กฎหมายลำดับรองกำหนดรายละเอียด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นร่างที่นำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 9 กันยายน นายศุภพงษ์ระบุว่า มีความกังวลต่อระดับความเข้มข้นของข้อกำหนด โดยเฉพาะการกำหนดขอบเขตของการประชาสัมพันธ์ “ร่างนี้ไม่อยากเรียกว่าประชาสัมพันธ์ เรียกว่าห้ามประชาสัมพันธ์ดีกว่า”
พร้อมระบุว่า ประเด็นที่ต้องการให้ทบทวนอย่างชัดเจนคือ การห้ามแสดงภาพผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ แม้จะอนุญาตให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลบางประเภทได้ โดยมองว่าผู้ประกอบการรายย่อยจำเป็นต้องใช้ภาพสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้และยืนยันตัวตนของผลิตภัณฑ์ รวมถึงป้องกันปัญหาสินค้าปลอม
ห่วงคำว่า “โดยอ้อม” เปิดช่องตีความกว้าง
นายศุภพงษ์ยังระบุถึงถ้อยคำ “ชักจูงใจให้บริโภคไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม” ว่าเป็นอีกประเด็นที่ผู้ประกอบการกังวล เนื่องจากคำว่า “โดยอ้อม” อาจเปิดช่องให้ตีความได้กว้าง และกระทบต่อการสื่อสารข้อเท็จจริงนอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องข้อมูลที่สามารถสื่อสารได้ เนื่องจากร่างกำหนดรายการข้อมูลไว้ค่อนข้างจำกัด โดยยกตัวอย่างข้อมูลโภชนาการ แคลอรี มาตรฐานสินค้า หรือรางวัลจากการแข่งขันระดับนานาชาติ ซึ่งผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ควรสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้
นายศุภพงษ์กล่าวว่า ข้อกำหนดเรื่องคำเตือนขนาดไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ รวมถึงการจำกัดพื้นที่ 3% และ 5% ทำให้เกิดคำถามว่าต้องนำไปใช้กับสื่อประเภทใดบ้าง โดยเฉพาะสื่อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของธุรกิจ เช่น เมนูร้านอาหาร เสื้อพนักงาน แก้ว ป้ายสถานประกอบการ หรือป้ายชื่อร้าน ซึ่งหากร่างไม่ได้ระบุประเภทสื่อให้ครบถ้วน อาจทำให้เกิดปัญหาในการตีความและการปฏิบัติ
พร้อมระบุว่า ร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเมนูอาหารและเครื่องดื่มอาจเข้าข่ายสื่อสิ่งพิมพ์ และต้องพิจารณาว่าการแสดงชื่อหรือภาพเครื่องดื่ม รวมถึงข้อความคำเตือน จะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่อย่างไร
ชี้ 3 จุดเปลี่ยนจากเปิดกว้างเป็นเข้มข้น
นายศุภพงษ์สรุปประเด็นที่ผู้ประกอบการเห็นว่าร่างกฎหมายมีความเข้มข้นขึ้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. ห้ามเห็นรูปขวด แก้ว และกระป๋อง แม้สามารถประชาสัมพันธ์ข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถนำภาพผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ขึ้นประกอบการสื่อสารได้ 2. จำกัดพื้นที่ 3-5% และกำหนดคำเตือนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการกำหนดกรอบคำเตือนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ ซึ่งผู้ประกอบการมองว่าต้องพิจารณาความเหมาะสมกับสื่อแต่ละประเภท
และ 3. ข้อยกเว้นมีขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างระบุ Sommelier ไว้เป็นกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ผู้ประกอบการเสนอให้พิจารณาผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
อย่างไรก็ตามชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อยกเว้นสำหรับกิจกรรมบางประเภทมีเงื่อนไขว่าภาพ บรรจุภัณฑ์ หรือเนื้อหาภายในงานต้องไม่ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องการให้ทบทวน
เสนอขยายข้อยกเว้น-เปิดทางธุรกิจสุจริต
ในภาพรวม ผู้ประกอบการเสนอให้ขยายข้อยกเว้นไปยังสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตหรือจำหน่ายโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ร้านอาหาร โรงเบียร์ สถานที่ผลิต และโรงแรม รวมถึงกิจกรรมของภาคเอกชน โดยต้องกำหนดเงื่อนไขและกลไกควบคุมที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน เสนอให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ภายใต้หลักเกณฑ์ ไม่ควรจำกัดเฉพาะเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือ Sommelier
ส่วนเว็บไซต์และช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการ มีข้อเสนอให้ครอบคลุมช่องทางทางการของธุรกิจ รวมถึงช่องทางภาษาต่างประเทศ และช่องทางของผู้จำหน่ายหรือตัวแทนจำหน่าย หากมีการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เตรียมยื่นหนังสือขอทบทวนอีกครั้ง
นายศุภพงษ์กล่าวว่า หลังจากการประชุมวันที่ 9 กันยายน ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำหนังสือเสนอไปยังคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม แม้จะได้แสดงความคิดเห็นในเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้วก็ตาม เพื่อย้ำถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การประชุมวันที่ 9 กันยายนเป็นการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างที่จัดทำโดย คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยความคิดเห็นที่ได้รับจะถูกนำไปประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายลำดับรองในขั้นตอนต่อไป
นายศุภพงษ์กล่าวว่า เนื่องจากกฎหมายมีผลต่อการประกอบธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง จึงต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณารายละเอียดของร่างอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ทบทวนยังครอบคลุมถึงความชัดเจนของคำว่า “ชักจูงใจ” การอนุญาตให้แสดงภาพผลิตภัณฑ์ การกำหนดสัดส่วนพื้นที่สื่อ ระบบคัดกรองอายุ ขนาดและข้อความคำเตือน ตลอดจนขอบเขตของข้อยกเว้น เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ออกมาสามารถแยกแยะระหว่างการโฆษณาเชิงพาณิชย์กับการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน






